ขอบคุณข้อมูล:ทาง ม.ราชมงคล
แหล่งรวมสินค้า อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดขนาดเล็ก เครื่องมือทดสอบขนาดใหญ่ สินค้าที่ใช้ในโรงงาน พร้อมทั้ง อลูมิเนียมโปรไฟล์ อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่นโคมไฟแว่นขยาย และอื่นๆอีกมากมาย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องมือทดสอบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องมือทดสอบ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558
Thickness Gauge / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
ตัวแทนจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากยุโรป Moore&Wright ในกลุ่มเครื่องมือวัดโดยตรง
Vernier Caliper,Micrometer, Height Gauge, Depth Gauge, Indicator, Dial Test Indicator, Steel Gauge Blocks, Ceramic Gauge Blocks, Individual Gauge Blocks, Granite Surface Plate, Feeler Gauge, Bore Gauge, Etc.
Digitronic Thickness Gauge
- For quick measurement of thickness
- Features "easy to read" large 7.5mm character height,digital display
- Model design
- "soft key" for maximum operating comfort
- Function: mm/inch conversion, on/off, zero-setting,battery low indication
- Parallelism of the measuring surfaces < 0.004mm
สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท โทนัน อาเชีย ออโต้เทค จำกัด
02-565-9370 หรือสายตรง 086-3745568 ได้เลยคะ มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการ จันทร์-ศุกร์
ตั้งแต่ เวลา 8.30 น. - 17.30 น.
02-565-9370 หรือสายตรง 086-3745568 ได้เลยคะ มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการ จันทร์-ศุกร์
ตั้งแต่ เวลา 8.30 น. - 17.30 น.
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.tonanasia.com
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557
ทักษะการใช้และการเก็บรักษา เครื่องมือประเภทวัด /ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
ทักษะในการใช้และเก็บรักษาเครื่องมือวัด
เครื่องมือวัด (Measuring Tool) คือ เครื่องมือสำหรับใช้ในการวัดเพื่อบ่งชี้บอกระยะหรือขนาดในการกำหนดตำแหน่ง ตรวจสอบระยะหรือขนาดความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความหนาของวัสดุชิ้นงาน ฯลฯ เครื่องมือวัดมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะ รูปร่างที่แตกต่างกันตามประโยชน์ใช้สอบในทางช่างนั้น ๆ สำหรับเครื่องมือวัดที่ใช้ในทางช่าง ที่ตัวเครื่องมือวัดมีหน่วยมาตรฐานการวัดมีหน่วยเป็นนิ้ว ฟุตและหน่วยเมตริกกำกับไว้ในเครื่องมือวัดชนิดเดียวกันเพื่อสะดวกในการใช้ งาน ดังนั้น ช่างไม้หรือช่างก่อสร้างควรเรียนรู้เรื่องหน่วยมาตรฐานการวัดและเครื่องมือ วัดที่สำคัญ ดังนี้
• บรรทัดเหล็กหรือฟุตเหล็ก (Steel Rule)
• ตลับเมตร (Tape Rule)
• ฉาก (Squares)
• บรรทัดเหล็กหรือฟุตเหล็ก (Steel Rule)
• ตลับเมตร (Tape Rule)
• ฉาก (Squares)
• ระดับน้ำ (Level)
หน่วยการวัด
ก่อนการใช้เครื่องมือวัด ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่าสามารถอ่านค่าหน่วยต่าง ๆ ที่กำหนดไว้บนเครื่องมือวัดได้อย่างถูกต้อง สำหรับหน่วยการวัดที่ระบุไว้ในเครื่องมือวัดที่ใช้ในงานช่างไม้ก่อสร้าง มีหน่วยการวัดแบ่งได้ 2 ระบบ ดังนี้
• ระบบเมตริก (Metric System of Measurement)
• ระบบอังกฤษ (English System of Measurement)
ก่อนการใช้เครื่องมือวัด ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่าสามารถอ่านค่าหน่วยต่าง ๆ ที่กำหนดไว้บนเครื่องมือวัดได้อย่างถูกต้อง สำหรับหน่วยการวัดที่ระบุไว้ในเครื่องมือวัดที่ใช้ในงานช่างไม้ก่อสร้าง มีหน่วยการวัดแบ่งได้ 2 ระบบ ดังนี้
• ระบบเมตริก (Metric System of Measurement)
• ระบบอังกฤษ (English System of Measurement)
ระบบเมตริก มีหน่วยการวัด ดังนี้
มิลลิเมตร ใช้อักษรย่อ มม. (mm.) ตัวอย่างเช่น 2 มม. อ่านว่า ความยาวสองมิลลิเมตร
เซนติเมตร ใช้อักษรย่อ ซม.(cm.) ตัวอย่างเช่น 10 ซม. อ่านว่า ความยาวสิบเซนติเมตร
เมตร ใช้อักษรย่อ ม. (m.) ตัวอย่างเช่น10 เมตร อ่านว่า ความยาวสิบเมตร
หน่วยของการวัดในระยะความยาว 1 เซนติเมตร (10 มม.) และ (25.4 มิลลิเมตร = 1 นิ้ว)
มิลลิเมตร ใช้อักษรย่อ มม. (mm.) ตัวอย่างเช่น 2 มม. อ่านว่า ความยาวสองมิลลิเมตร
เซนติเมตร ใช้อักษรย่อ ซม.(cm.) ตัวอย่างเช่น 10 ซม. อ่านว่า ความยาวสิบเซนติเมตร
เมตร ใช้อักษรย่อ ม. (m.) ตัวอย่างเช่น10 เมตร อ่านว่า ความยาวสิบเมตร
หน่วยของการวัดในระยะความยาว 1 เซนติเมตร (10 มม.) และ (25.4 มิลลิเมตร = 1 นิ้ว)
ระบบอังกฤษ มีหน่วยการวัด ดังนี้
1. นิ้ว ใช้เครื่องหมาย ( ” ) ตัวอย่างเช่น 1 ” อ่านว่า ความยาวหนึ่งนิ้ว
2. ฟุต ใช้เครื่องหมาย ( ’ ) ตัวอย่างเช่น 4 ’ อ่านว่า ความยาวสี่ฟุต
1. นิ้ว ใช้เครื่องหมาย ( ” ) ตัวอย่างเช่น 1 ” อ่านว่า ความยาวหนึ่งนิ้ว
2. ฟุต ใช้เครื่องหมาย ( ’ ) ตัวอย่างเช่น 4 ’ อ่านว่า ความยาวสี่ฟุต
การอ่านค่าระบบนิ้ว
http://www.igetweb.com/www/kwuan/private_folder/untitled111.gif
หลักการแบ่งสเกลของระบบอังกฤษ มี 4 แบบคือ
http://www.igetweb.com/www/kwuan/private_folder/untitled2.gif
1 นิ้วแบ่งเป็น 8 ช่อง
1 ช่องเท่ากับ เศษ 1 ส่วน 8 นิ้ว
ระยะ ก อ่านได้ เศษ 13 ส่วน 16 นิ้ว
ระยะ ข อ่านได้ 1 เศษ 1 ส่วน 16 = 1 นิ้ว ครึ่งหุน
ระยะ ค อ่านได้ 1 เศษ 7 ส่วน 16 = 1 นิ้ว 3 หุนครึ่ง
ระยะ ง อ่านได้ 2 เศษ 5 ส่วน 8 นิ้ว = 2 นิ้ว 5 หุน
1 นิ้วแบ่งเป็น 32 ช่อง
1 ช่องเท่ากับ 1 ส่วน 32 นิ้ว
ระยะ ก อ่านได้ 3 ส่วน 32 นิ้ว
ระยะ ข อ่านได้ 9 ส่วน 32 นิ้ว
ระยะ ค อ่านได้ 1 เศษ 11 ส่วน 32 นิ้ว
ระยะ ค อ่านได้ 1 เศษ 11 ส่วน 32 นิ้ว
ระยะ ง อ่านได้ 2 เศษ 4 ส่วน 32 นิ้ว เท่ากับ 2 เศษ 1 ส่วน 8 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว 1 หุน
ตัวอย่างการอ่านสเกลการวัดจากเครื่องมือวัด
การวัดความยาวเป็นนิ้วเป็นระบบอังกฤษ
ปัจจุบันบ้านเราใช้ระบบ Metric หรือระบบ SI ที่วัดความยาวเป็นเมตร (มิลลิเมตร-เซนติเมตร) ผสมกันไป
ปัจจุบันบ้านเราใช้ระบบ Metric หรือระบบ SI ที่วัดความยาวเป็นเมตร (มิลลิเมตร-เซนติเมตร) ผสมกันไป
หนึ่งนิ้วก็แบ่งเป็นแปดส่วน ..... 1/8 นิ้ว
ภาษาช่างบ้านเรา ... เรียก 1 หุน = 0.125 นิ้ว = 3.175 มิลลิเมตร
1/4 นิ้ว ก็คือ 2/8 ... เรียก 2 หุน
3/8 นิ้ว ................ เรียก 3 หุน
1/2 นิ้ว ............... เรียก 4 หุนบ้าง ครึ่งนิ้วบ้าง
จากนั้น ก็ไปถึง 5 หุน 6 หุน 7 หุน
ไม่มี 8 หุน เพราะ 8/8 = 1 นิ้ว ก็เรียก 1 นิ้ว
ย่อยครึ่งของ 1/8 ไปที่ 1/16 ก็เรียก.................. ครึ่งหุน
ถ้าย่อยครึ่งของ 1/16 ไปที่ 1/32 เรียก ............. หลี
ครึ่งหุนหลี ก็คือ 3/32 นิ้ว
1/4 นิ้ว ก็คือ 2/8 ... เรียก 2 หุน
3/8 นิ้ว ................ เรียก 3 หุน
1/2 นิ้ว ............... เรียก 4 หุนบ้าง ครึ่งนิ้วบ้าง
จากนั้น ก็ไปถึง 5 หุน 6 หุน 7 หุน
ไม่มี 8 หุน เพราะ 8/8 = 1 นิ้ว ก็เรียก 1 นิ้ว
ย่อยครึ่งของ 1/8 ไปที่ 1/16 ก็เรียก.................. ครึ่งหุน
ถ้าย่อยครึ่งของ 1/16 ไปที่ 1/32 เรียก ............. หลี
ครึ่งหุนหลี ก็คือ 3/32 นิ้ว
1. ไม้บรรทัดเหล็กหรือฟุตเหล็ก ใช้สำหรับวัดระยะสั้น ๆ และขีดเส้น
https://lh5.googleusercontent.com/-VI-MB_6d3Jk/UeZB5o8oXnI/AAAAAAAAEFw/yfbj1Vca_64/s710/DSC_1911b.JPG
2. ตลับเมตร ใช้สำหรับวัดระยะ ลักษณะเป็นตลับสี่เหลี่ยมขนาดพอจับมือ ตัวตลับทำด้วยโลหะหรือพลาสติก ส่วนแถบวัดทำด้วยเหล็กบางเคลือบสี ปลายของแถบวัดมีขอเกี่ยวเล็ก ๆ ติดอยู่
http://img.tarad.com/shop/r/rshop/img-lib/spd_20050317130659_b.jpg
การใช้ตลับเมตร
1. มือหนึ่งจับปลายเทปแล้วดึงออกจากตลับ
2. ใช้ขอปลายเทปเกี่ยวหัวไม้ที่ตรงและได้ฉาก
3. ทำเครื่องหมายตามระยะที่ต้องการ
การบำรุงรักษา
1. ระวังรักษาขอเกี่ยวปลายเทปไม้ให้หัก
2. เมื่อปล่อยเส้นเทปกับที่เดิมค่อย ๆ ผ่อน ถ้าปล่อยให้กลับเร็วเกินไปปลายขอที่เกี่ยว และคอยใช้มือประคองเส้นเทปก่อนที่ขอเกี่ยวจะไปกระทบกับตัวตลับ ซึ่งจะทำให้ขอเกี่ยวหลุดหรืคลาดเคลื่อนและอาจชำรุดเสียหาย
3. การใช้ตลับเมตรที่ถนอมคือต้องไม่ดึงสายวัดออกมาจนสุด
4. ทำความสะอาดหลังเลิกใช้แล้วเก็บให้เป็นระเบียบ
ทั้งนี้เราจะนำตลับเมตรไปวัดอะไรก็ได้ตามแต่เราต้องการ ขนาดที่นิยมใช้คือยาว 3.5 เมตร
3. ฉาก เป็นเครื่องมือวัดละเอียดที่ใช้ทางตรงหรือตั้งได้ฉากของงาน รวมทั้งการวัดมุมต่าง ๆ ฉากมีหลายชนิด
3.1 ฉากเหล็ก หรือฉากตาย (Try Square)
คือเครื่องมือที่ใช้เพื่อวัดขนาดการสร้างมุมฉาก ตรวจสอบการได้ฉากของงานชนิดต่าง ๆ หรือใช้วัดขนาดความกว้าง ยาว ลึกของชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ ใบฉาก และด้ามฉาก โดยทั้ง 2 ส่วนยึดติดกันเป็นมุม 90 องศา ความยาวของใบฉากมีตั้งแต่ 6 นิ้วขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่นิยมใช้ ที่ใบฉากทั้งสองด้านทุกขนาดมีมาตรส่วนเป็นนิ้ว และเซนติเมตร บอกกำกับไว้ วิธีการใช้งาน การใช้ฉากในงานช่างสามารถใช้งานในลักษณะงานดังต่อไปนี้
1. ใช้ในการวัดขนาด ฉากมีด้านทั้งสองของใบมีมาตราส่วนเป็นนิ้ว และเซนติเมตรกำกับไว้ฉะนั้นในการใช้ฉากวัดขนาดความกว้างยาวของงาน ใช้วิธีการวัดการวัดขนาดความกว้าง ยาวเหมือนกับการวัดด้วยไม้เมตร หรือตลับเมตร
2. ใช้ในการขีดเส้นฉาก เพราะฉากเหล็กมีลักษณะการประกอบเป็นมุมฉากอยู่แล้ว ดังนั้นการนำด้ามฉากไปแนบกับขอบที่เรียบชิ้นงานใด ทิศทางของใบฉากย่อมทำมุมได้ 90 องศาเสมอ ดังนั้นในการตัดไม้ให้ได้ฉากกับแนวข้างลำตัวไม้ เมื่อนำฉากมาแนบ การขีดเส้นตามแนวของใบฉากคือเส้นที่บอกให้ทราบถึงแนวตัดหัวไม้ได้ฉากเสมอ
3. การใช้ฉากเหล็กเพื่อตรวจสอบมุม 90 องศาของชิ้นงาน เป็นการตรวจสอบโดยนำฉากเหล็กไปแนบในจุดที่ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบได้ความเที่ยงตรงมากน้อยแค่ไหนต้องตรวจสอบฉากก่อน
การบำรุงรักษา
1.วางฉากลงบนโต๊ะปฏิบัติงานเบา ๆ และอย่างระมัดระวังเมื่อนำฉากเหล็กไปใช้ในแต่และครั้ง
2.ไม่ควรนำฉากเหล็กไปใช้งานลักษณะอื่น ที่นอกเหนือจากการวัด ขีดเส้น ตรวจสอบมุม วัดขนาดความยาวชิ้นงาน
3.ไม่ควรใช้ฉากในการดัน ที่จะเป็นผลให้จุดการยึดใบฉากกับด้ามฉากยึดกันไม่แน่น ยกเว้นเป็นการทำเพื่อดัดฉากให้ได้ 90 องศา
4.ทำความสะอาดฉากให้ปราศจากฝุ่นและทราย ก่อนเช็ดด้วยน้ำมันเครื่อง เพื่อกันสนิท
5. ไม่ใช้ด้ามฉากเคาะหรือตอกแทนค้อน
1.วางฉากลงบนโต๊ะปฏิบัติงานเบา ๆ และอย่างระมัดระวังเมื่อนำฉากเหล็กไปใช้ในแต่และครั้ง
2.ไม่ควรนำฉากเหล็กไปใช้งานลักษณะอื่น ที่นอกเหนือจากการวัด ขีดเส้น ตรวจสอบมุม วัดขนาดความยาวชิ้นงาน
3.ไม่ควรใช้ฉากในการดัน ที่จะเป็นผลให้จุดการยึดใบฉากกับด้ามฉากยึดกันไม่แน่น ยกเว้นเป็นการทำเพื่อดัดฉากให้ได้ 90 องศา
4.ทำความสะอาดฉากให้ปราศจากฝุ่นและทราย ก่อนเช็ดด้วยน้ำมันเครื่อง เพื่อกันสนิท
5. ไม่ใช้ด้ามฉากเคาะหรือตอกแทนค้อน
6. ระมัดระวังอย่าให้ฉากตกลงพื้นเพราะจะทำให้ฉากคลาดเคลื่อนจากความเที่ยงตรง
7.เก็บฉากไว้ในที่เรียบ ไม่วางทับซ้อนกับเครื่องมือชนิดอื่น ซึ่งจะมีผลเสียต่อฉากจะบิดงอได้
ฉากตาย http://thaider.com/homepro/get/images/R9963843/R9963843-11.jpg
3.2 ฉากเป็น (Bevel Gauge) ใช้วัดมุมต่าง ๆ นอกจากมุม 90 องศา 45 องศา สามารถถอดแยกจากกันได้ ลักษณะเป็นด้ามไม้และพลาสติก และมีส่วนที่เป็นโลหะแบน หรือเรียกว่า ใบฉาก ยึดด้วยสกรูที่สามารถเป็นจุดหมุนในการวัดมุม สำหรับการตัดชิ้นงานไม้ บัวไม้ ไม้เข้ามุม เดือยไม้ และวัดองศาตามความต้องการ ความพิเศษของเครื่องมือช่างชนิดนี้ คือ สามารถวัดมุมได้เป็นองศาและสามารถแบ่งวงกลมออกเป็น 180 ส่วน สร้างมุม 360 องศา 90 องศา หรือ 1 ใน 4 ของวงกลมได้ด้วยเช่นกัน การใช้งานฉากเป็นให้เริ่มจากการหามุม จุดตัด หรือจุดยอดของมุมที่ต้องการวัด จากนั้นให้คลายสกรูที่ฉากเป็นแล้วเลื่อนส่วนใบฉาก เพื่อให้สามารถกดด้ามให้แนบกับข้างหนึ่งของมุม และให้ใบฉากแนบกับอีกด้านหนึ่งได้ จับด้ามและใบฉากให้แนบกับมุมตัวอย่างนั้น ขันสกรูให้แน่น นำฉากเป็นมาที่ชิ้นงานที่ต้องการนำเข้าไปติดตั้ง วางส่วนด้ามให้แนบกับด้านหนึ่ง แล้วลากเส้นไปตามขอบขอบใบฉาก เพื่อสร้างมุมที่มีขนาดเท่ากับมุมต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์
ฉากเป็น
3.3 ฉากปรับองศา
http://www.thaicontractors.com/uploads/equipment/EQIMG1240286217.jpg
ใช้วัดมุมต่าง ๆ นอกจากมุม 90 องศา 45 องศา ลักษณะเป็นโลหะแบน ใบฉาก ยึดด้วยสกรูที่สามารถเป็นจุดหมุนในการวัดมุม และใช้ควบคู่กับเครื่องมือช่างที่ใช้ไฟฟ้าในการตัดชิ้นงาน และวัดองศาตามความต้องการ ความพิเศษของเครื่องมือช่างชนิดนี้ คือ สามารถวัดมุมได้เป็นองศาและสามารถ สร้างมุม 30 องศา ถึง 150 องศา
4. ระดับน้ำ (Level)

https://www.ktw.co.th/ktwimg/IMAGE/PRODUCT/BIG/STANLEY/jpg
ระดับน้ำ ใช้สำหรับวัดพื้นผิวว่าได้ระดับหรือไม่ มีหลอดแก้ว 3 หลอดวางไว้ตั้งฉากกัน และทแยง 45 องศา ลักษณะของเครื่องมือชนิดนี้จะเป็นอะลูมิเนียมหรือพลาสติก ยาวประมาณหนึ่งศอก มีช่องใส ๆ หลายช่อง แต่ละช่องจะมีหลอดแก้ว ที่มีของเหลวที่มีสีอยู่ข้างใน ในของเหลวนั้นจะมีฟองอากาศขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เมื่อลองขยับระดับน้ำดู จะสังเกตเห็นว่าฟองอากาศนั้นจะเคลื่อนที่ไปด้วย ซึ่งระดับน้ำนั้นมีอยู่หลายขนาด โดยส่วนใหญ่ใช้ขนาด 24 นิ้ว (60 เซนติเมตร) ใช้ขนาด 4 ฟุต(1.2 เมตร) หรือ 6 ฟุต (1.8 เมตร) สำหรับประตูและหน้าต่าง ระดับน้ำแบบที่มีตาวัว (แป้นวงกลม) ใช้แสดงทิศทางของการเอียง การใช้งานเครื่องมือช่างดังกล่าวให้ดูที่ระดับน้ำ ว่าหลอดแก้วหลอดไหนใช้วัดระดับในแนวราบและหลอดไหนวัดแนวดิ่ง วางระดับน้ำลงบนพื้นผิวที่ต้องการตรวจสอบ ดูที่ฟองอากาศ ถ้าฟองอากาศลอยไปอยู่ที่ตรงกลางของหลอดแก้วแสดงว่าพื้นได้ระดับในแนวราบแล้ว แต่ถ้าฟองอากาศไม่อยู่ตรงกลาง แสดงว่าพื้นเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าต้องการรู้ว่าเอียงทางใดและเอียงมากแค่ไหน ให้ลองยกปลายของระดับน้ำขึ้นด้านหนึ่ง แล้วดูว่าฟองอากาศเลื่อนไปทางไหน เมื่อฟองอากาศอยู่ตรงกลาง จะเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างพื้นกับขอบของระดับแล้ว จะเห็นว่าเอียงมากเพียงใด หากพื้นได้ระดับแนวราบแล้ว ให้หมุนระดับน้ำไปที่ 90 องศา แล้วตรวจดูอีกครั้ง จะพบว่าพื้นอาจจะได้ระดับในด้านหนึ่ง แต่เอียงในอีกด้านหนึ่ง ถ้าพื้นได้ระดับจริง ๆ ในทุกทิศทาง ฟองอากาศจะต้องอยู่ตรงกลางหลอดแก้วเสมอ ไม่ว่าจะหมุนระดับน้ำไปทางใดก็ตาม
เทคนิคการใช้ไม้บรรทัดวัดและการวัด
การใช้เครื่องมือประเภทวัด ชนิดต่างๆ นั้นมีเทคนิคและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะงานดังนี้
ขั้นตอนที่ 1
หากต้องการตีเส้นที่คมและเส้นเล็ก ควรเลือกใช้ดินสอที่เหลา ปลายแหลมหรือใช้เหล็กแหลม สำหรับงานที่ต้องการความละเอียด
ขั้นตอนที่ 2
การขีดเส้นตามแนวของไม้บรรทัด จะต้องกดให้ไม้บรรทัดหรือเหล็กพุกนั้น แนบกับผิว ของชิ้นงานโดยกดไม้บรรทัดด้วยนิ้วให้แน่นแล้วจึงขีดเส้น แนบกับ บรรทัดตามแนว ตั้งฉากกับชิ้นงาน
ขั้นตอนที่ 3
การแบ่งส่วนของหน้าไม้ให้เท่ากัน นั้นสามารถจัดระยะได้ด้วยการทาบ ไม้บรรทัดลง ตามหน้าไม้ ขยับให้ได้ตัวเลขที่จำนวนเต็มพอดี ตามที่เราต้อง
การแบ่งส่วน แล้วจึงทำ เครื่องหมายระยะที่หารลงตัวก็จะได้ช่องไฟที่เท่ากัน
ขั้นตอนที่ 4
หากต้องการขีดเส้นให้ใด้ฉากในงานเฟอร์นิเจอร์ การขีดเส้นบนไม้นั้นจะใช้ฉากทาบกับ ส่วนหนาของหน้าไม้ให้สนิทกัน จะขีดได้เส้นที่ตั้งฉากกับไม้
ขั้นตอนที่ 5
การตรวจสอบดูว่าไม้ที่กำลังใช้อยู่นั้น ได้ฉากตามที่ต้องการหรือไม่ / ต้องการตรวจดูว่าไม้นั้นเรียบเท่ากันทั้งแผ่นหรือไม่ สามารถใช้ฉากนั้นทาบกับตัวไม้วัดดูในการวัดนั้นให้ขอบของฉากวัดแนบสนิทกับไม้อีกด้านหนึ่ง ส่องผ่านแสงดูว่ามีช่องว่างอยู่ตรงไหน นั้นคือส่วนที่เกินออกมาไม่ได้ฉาก และไม่เรียบต้อง ไสออก
ขั้นตอนที่ 6
วิธีการขีดเส้นให้ห่างจากขอบเท่ากันนั้น สามารถทำได้ด้วยการใช้ฉากแบบปรับระยะได้วัดขนาดของเส้นขอบที่ต้องการขีด แล้วลากเส้นตามขนาดที่ทำ เครื่องหมายไว้ โดยให้ขอบของฉากแนบกับหน้าไม้
ขั้นตอนที่ 7
ฉากประเภทปรับมุมมีขนาดองศาบอก ความเอียงนั้นเหมาะสำหรับการทำงานประเภท วัดมุมของชิ้นไม้ ในกรณีไม่เป็นมุมฉาก หรือใช้สำหรับการร่างแบบ
ขั้นตอนที่ 8
ฉากปรับมุมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะปรับให้ไม้ฉากนั้นทำมุมนอกจากมุมฉาก(90องศา) ได้ด้วยการ หมุนคลายล็อคที่จุดหมุน แล้วเอียงตัวไม้บรรทัดให้เอียงตาม มุมที่ต้องการแล้วจึงหมุนล็อคก่อนนำไปขีดเส้นมุมนั้นๆ
ขั้นตอนที่ 9
การกำหนดขนาดความกว้างของรูเดือยที่จะนำมาเจาะทำเดือยเฟอร์นิเจอร์ สามารถทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ขอขีดไม้ โดยนำสิ่วที่เจาะรู เดือยมาทาบความกว้างของหน้าสิ่ว ปรับตั้งให้เข็มขีดเส้นใหญ่กว่าเล็กน้อย แล้วจึงค่อยหมุนล็อค ส่วนการนำไปใช้งานให้ทาบส่วนที่เรียบเข้ากับหน้าไม้
5. ขอขีดไม้ (Marking Gauge)
http://www.thaicarpenter.com/images/column_1220165437/IMGA0064.jpg
ขอขีดไม้ เป็นเครื่องมือช่างที่ใช้สำหรับการสร้างรอยขีดที่ขนานกับขอบนชิ้นงาน ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ขีดชิ้นงานอื่นๆ ให้มีขนาดเท่ากันได้หลายชิ้น เครื่องมือชนิดนี้มีลักษณะเป็นชิ้นไม้ที่ตั้งฉากกัน ส่วนปลายมีโลหะแหลมที่เรียกว่า ขา (Beam) ต่อยื่นออกมา ชิ้นไม้ชิ้นที่สองเราเรียกว่าส่วนหัว ซึ่งจะมีสกรูแบบที่มีหางปลาติดอยู่ เมื่อคลายสกรูออก จะสามารถเลื่อนตำแหน่งของหัวไปบนขาได้ แต่ถ้าขันสกรูให้แน่น ก็จะเป็นการล็อคตำแหน่งนั่นเอง การใช้งานเครื่องมือช่างชนิดนี้ เริ่มด้วยการคลายสกรู และเลื่อนส่วนหัวของขอขีดให้ได้ตามระยะที่ต้องการ แล้วจึงขันสกรู ถือขอขีดที่ส่วนหัวให้ส่วนของขาอยู่ในแนวระดับ และเริ่มทำการขีดจากปลายด้านที่อยู่ไกลก่อน กดให้หน้าของหัวขอขีดแนบอยู่กับขอบไม้ แล้วบิดส่วนหัว เพื่อให้ปลายแหลมของขอขีดแตะกับไม้ โดยที่ยังคงให้ส่วนหัวแนบอยู่กับชิ้นงาน และดึงขอขีดเข้ามาหาตัว สุดท้ายตรวจสอบดูชิ้นงานว่าได้รอยขีดตามที่ต้องการหรือไม่
ประโยชน์ของขอขีดไม้
ขอขีดไม้ จะช่วยทำครื่องหมาย วัดได้รวดเร็วและแม่นยำ โดยการขีดเครื่องหมายบรรทัดขนานไปที่ขอบของชิ้นงานไม้ ซึ่งขอขีดไม้นี้ยังมีประโยชน์มากกว่าดินสอไม้ในแง่ที่มีปลายเหล็กแหลมเป็นตัวช่วยทำตำแหน่งได้ชัดเจน
การใช้ขอขีด
คลายสลักหรือลิ่มออก แล้ววัดระยะห่างจากปลายเข็มกับด้ามให้ขนานตามที่แบบกำหนดแล้วล๊อคให้แน่น จับขอขีดด้านที่มีเข็มให้แนบสนิทกับไม้ กดดันไปข้างหน้า ให้ปลายเข็มขีดผิวไม้ ตลอดแนวที่ต้องการ
การบำรุงรักษา
1. ควรทำความสะอาดหลังใช้
2. ทาน้ำมันส่วนที่เป็นโลหะ
3. เก็บให้เรียบร้อย
- ขอบคุณที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/116163/29 -
วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
การวัดค่าความแข็งของวัสดุ / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
การวัดค่าความแข็งของวัสดุ
เรียบเรียงโดย พรรณทิพย์ ห่อศรีสัมพันธ์
ค่าความแข็งของวัสดุเป็นสมบัติทางกลของสารที่มีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รอยกดบนชิ้นงานที่ได้จากเครื่องทดสอบความแข็งนั้นจะเป็นตัวบ่งบอกความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ลักษณะโครงสร้างหรือองค์ประกอบของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนได้เรียบเรียงความสำคัญ วิธีการ เทคนิค และการทดสอบคุณภาพของเครื่องทดสอบความแข็ง โดยจะเน้นในส่วนของการทดสอบความแข็งทางด้านโลหะและพลาสติก ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในการพิจารณาเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะกับการใช้งาน
Hardness Tester คืออะไร ?
ก่อนที่จะรู้ว่า Hardness Tester คืออะไรนั้น ต้องมาทราบกันก่อนว่า Hardness คืออะไร
Hardness หรือ ความแข็ง เป็นปริมาณทางฟิสิกส์ที่แสดงถึงความสามารถในการคงรูปของวัสดุต่างๆ เมื่อมีแรงภายนอกหรือโหลดมากระทำกับวัตถุนั้นๆ ความแข็งเป็นปริมาณสัมพัทธ์ที่มีความแตกต่างจากปริมาณทางฟิสิกส์อื่นๆ เช่น ระยะทาง เวลา ปริมาตร หรือกระแสไฟฟ้า ตรงที่ไม่มีจำนวนหรือมาตรฐานที่แน่นอน แต่จะขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะทางกายภาพอย่างอื่น เช่น tensile strength, yield strength, ขีดจำกัดความยืดหยุ่น ความต้านทานการเกิดรอย เป็นต้น
ความแข็งของวัสดุจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การคำนวณน้ำหนัก ความดัน หรืออุณหภูมิ เพื่อที่จะดูว่าวัสดุนั้นมีความสามารถในการยืดหยุ่นได้หรือไม่เป็นสิ่งที่ยุ่งยาก การวัดค่าความแข็งเป็นหนึ่งในวิธีการดังกล่าวที่ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด
Hardness Tester จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและทดสอบค่าความแข็งนั่นเอง
คำจำกัดความ
ได้มีการให้คำจำกัดความของความแข็งตามวิธีการออกเป็น 3 แบบหลักๆ ได้แก่ Scratch Hardness, Indentation Hardness และ Rebound Hardness
Scratch Hardness
Scratch Hardness มักถูกนำไปใช้ในการวัดความแข็งของแร่ แร่ที่มีความแข็งมากกว่าจะทำให้แร่ที่มีความแข็งน้อยกว่าเกิดริ้วรอยขีดข่วนขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเพชรบริสุทธิ์เป็นสารที่มีความแข็งมากที่สุด ดังนั้นจึงเป็นตัวที่นำไปใช้ในการทดสอบความแข็งของแร่ตัวอื่นๆ และทดสอบคุณภาพของเพชรด้วยกันเอง
Scratch Hardness มักถูกนำไปใช้ในการวัดความแข็งของแร่ แร่ที่มีความแข็งมากกว่าจะทำให้แร่ที่มีความแข็งน้อยกว่าเกิดริ้วรอยขีดข่วนขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเพชรบริสุทธิ์เป็นสารที่มีความแข็งมากที่สุด ดังนั้นจึงเป็นตัวที่นำไปใช้ในการทดสอบความแข็งของแร่ตัวอื่นๆ และทดสอบคุณภาพของเพชรด้วยกันเอง
Indentation Hardness
โดยหลักแล้ว Indentation Hardness จะนำไปใช้ในทางด้านวิศวกรรมและโลหะ หาความต้านทานในการเกิดรอยของวัสดุ ซึ่งจะทำการวัดโดยใช้หัวกดที่มีรูปร่างและขนาดต่างๆ กดลงบนวัสดุ และคำนวณทิศทางของผลการกดที่เกิดขึ้น
Indentation Hardness มีวิธีการที่ใช้ในการวัดความแข็งอย่างหลากหลาย แต่โดยทั่วไปแล้ว ได้แก่ Brinell Hardness Test, Rockwell Hardness Test, Vickers Hardness Test และ Knoop Hardness Test ผลที่ได้จากวิธีการต่างๆ นี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
โดยหลักแล้ว Indentation Hardness จะนำไปใช้ในทางด้านวิศวกรรมและโลหะ หาความต้านทานในการเกิดรอยของวัสดุ ซึ่งจะทำการวัดโดยใช้หัวกดที่มีรูปร่างและขนาดต่างๆ กดลงบนวัสดุ และคำนวณทิศทางของผลการกดที่เกิดขึ้น
Indentation Hardness มีวิธีการที่ใช้ในการวัดความแข็งอย่างหลากหลาย แต่โดยทั่วไปแล้ว ได้แก่ Brinell Hardness Test, Rockwell Hardness Test, Vickers Hardness Test และ Knoop Hardness Test ผลที่ได้จากวิธีการต่างๆ นี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
ลักษณะของหัวกดแบบ Rockwell
Rebound Hardness
Rebound Hardness หรือที่รู้จักกันว่า Dynamic หรือ Absolute Hardness ใช้ในการวัดการคืนรูปของวัสดุ โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Scleroscope
Rebound Hardness หรือที่รู้จักกันว่า Dynamic หรือ Absolute Hardness ใช้ในการวัดการคืนรูปของวัสดุ โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Scleroscope
เทคนิคการทดสอบความแข็ง
เดิมเทคนิคในการทดสอบความแข็งมีด้วยกัน 3 วิธี คือ Brinell Hardness, Rockwell Hardness และ Vickers Hardness ซึ่งการทดสอบจะวัดความลึกของหัวกดที่จมลงไปในเนื้อวัสดุ ภายใต้แรงกดและระยะเวลาที่กำหนด ในปัจจุบันวิธีการวัดความแข็ง ได้แก่ Rockwell Hardness, Brinell Hardneess, Vickers Hardness, Knoop Hardness และ Shore
เดิมเทคนิคในการทดสอบความแข็งมีด้วยกัน 3 วิธี คือ Brinell Hardness, Rockwell Hardness และ Vickers Hardness ซึ่งการทดสอบจะวัดความลึกของหัวกดที่จมลงไปในเนื้อวัสดุ ภายใต้แรงกดและระยะเวลาที่กำหนด ในปัจจุบันวิธีการวัดความแข็ง ได้แก่ Rockwell Hardness, Brinell Hardneess, Vickers Hardness, Knoop Hardness และ Shore
Rockwell Hardness Tester
Rockwell hardness Test
เป็นวิธีการวัดความแข็งโดยการวัดและเปรียบเทียบความลึกของรอยกดบนพื้นผิววัสดุเมื่อมีแรงกดขนาดต่างๆ
มากระทำ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ แรงกดนำ (preload)
ขนาด 10 กิโลกรัม สำหรับการทดสอบแบบปกติ
และขนาด 3 กิโลกรัม เพื่อทำการทดสอบพื้นผิว และใส่เพิ่มเข้าไปให้ได้
แรงกดเต็ม (full load) เป็น 60, 100 หรือ
150 สำหรับการทดสอบแบบปกติ และ 15, 30 หรือ
45 เพื่อการทดสอบพื้นผิว แล้วทำการคำนวณค่าความแข็ง Rockwell
หัวกดที่ใช้อาจเป็นลูกเหล็กกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดต่างๆ
หรือรูปกรวยที่มีมุม 120 องศา และมีเพชรทรงกลมขนาดรัศมี 0.2
มิลลิเมตรอยู่ที่ปลาย การทดสอบแบบนี้เป็นการทดสอบที่ง่าย รวดเร็ว เหมาะสำหรับชิ้นงานที่มีความแข็งสม่ำเสมอตลอดชิ้นงาน
การทดสอบแบบ Brinell
เป็นวิธีการวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกดที่เกิดจากหัวกดประเภทเหล็กหรือคาร์ไบด์ที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมขนาดต่างๆ
บนพื้นผิวของวัสดุ แต่โดยทั่วไปมักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร และแรงกดขนาด 50-3,000 กิโลกรัม
แล้วนำไปคำนวณค่าความแข็ง Brinell ตัวเลขต่างๆ ที่ได้จะบอกถึงเงื่อนไขที่ใช้ในการทดสอบ
เช่น 75 HBW 10/500/30 หมายความว่า ความแข็ง Brinell มีค่าเท่ากับ 75 หัวกดที่ใช้มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด
10 มิลลิเมตร ที่แรงกด 500 กิโลกรัม
และใช้เวลาในการกด 30 วินาที เป็นต้น การทดสอบนี้มีข้อจำกัดของวัสดุที่นำมาใช้ทดสอบนั้นต้องมีค่าความแข็งไม่เกิน
650 HBW ถ้ามากกว่านี้ วิธีการแบบ Rockwell และ Vickers จะมีความเหมาะสมมากกว่า
การทดสอบแบบ Brinell จะให้รอยกดที่มีความลึกและกว้างกว่าวิธีการอื่นๆ จึงเหมาะสำหรับการวัดค่าความแข็งของตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ และใช้ได้ทั้งวัสดุที่มีลักษณะเป็นเนื้อเดียว (homogeneous) หรือเนื้อผสม (heterogeneous) เนื่องจากขนาดของรอยกดจะครอบคลุมเฟสหรือองค์ประกอบทั้งหมดของเนื้อวัสดุ
การทดสอบแบบ Brinell จะให้รอยกดที่มีความลึกและกว้างกว่าวิธีการอื่นๆ จึงเหมาะสำหรับการวัดค่าความแข็งของตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ และใช้ได้ทั้งวัสดุที่มีลักษณะเป็นเนื้อเดียว (homogeneous) หรือเนื้อผสม (heterogeneous) เนื่องจากขนาดของรอยกดจะครอบคลุมเฟสหรือองค์ประกอบทั้งหมดของเนื้อวัสดุ
Vickers
Hardness Test
ลักษณะของหัวกดแบบ Vickers
เทคนิคนี้เป็นการพัฒนามาจากการทดสอบแบบ
Brinell เพื่อลดปัญหาของความถูกต้องในการวัด
หัวกดที่ใช้ในวิธีการนี้ คือ เพชร ซึ่งมีรูปร่างเป็นปิระมิดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส และมีมุมระหว่างผิวหน้าด้านตรงข้ามกันเท่ากับ
136 องศา แรงกดที่ใช้อยู่ระหว่าง 1 กรัม
- 100 กิโลกรัม ใช้ระยะเวลากดประมาณ 10-15 วินาที รอยที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กในระดับไมครอนจึงต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ในการช่วยคำนวณความแข็ง
ค่าความแข็งที่ได้จะแสดงออกมาดังเช่น 800 HV/10 ซึ่งหมายถึง มีค่าความแข็ง Vickers 800 และใช้แรงกด 10 กิโลกรัม ค่าความแข็งที่ได้จากวิธีการนี้จะให้ผลที่ชัดเจนและเป็นรูปแบบมากกว่าวิธีการอื่นๆ และสามารถใช้ทดสอบวัสดุได้อย่างหลากหลายทั้งที่มีองค์ประกอบสม่ำเสมอและไม่สม่ำเสมอ
ค่าความแข็งที่ได้จะแสดงออกมาดังเช่น 800 HV/10 ซึ่งหมายถึง มีค่าความแข็ง Vickers 800 และใช้แรงกด 10 กิโลกรัม ค่าความแข็งที่ได้จากวิธีการนี้จะให้ผลที่ชัดเจนและเป็นรูปแบบมากกว่าวิธีการอื่นๆ และสามารถใช้ทดสอบวัสดุได้อย่างหลากหลายทั้งที่มีองค์ประกอบสม่ำเสมอและไม่สม่ำเสมอ
Knoop Hardness Test
วิธีการนี้จะคล้ายคลึงกับวิธี Vickers แต่หัวกดที่ใช้เป็นเพชรรูปร่างปิระมิดที่มีมุมเป็น 130 องศา และ 172 องศา 30 ลิปดา เนื่องจากหัวกดมีลักษณะเรียวยาวจึงสร้างรอยกดที่มีความยาวของเส้นทแยงมุมมากกว่าวิธีการอื่นๆ ถึง 7 เท่า ทำให้สามารถเห็นภาพรอยกดได้อย่างชัดเจนแม้ใช้แรงกดต่ำ เทคนิคนี้จึงเหมาะสำหรับการทดสอบฟิล์มบาง หรือวัสดุที่เปราะแตกง่าย รวมถึงการทดสอบสมบัติที่ขึ้นอยู่กับทิศทาง (anisotropy) ได้
วิธีการนี้จะคล้ายคลึงกับวิธี Vickers แต่หัวกดที่ใช้เป็นเพชรรูปร่างปิระมิดที่มีมุมเป็น 130 องศา และ 172 องศา 30 ลิปดา เนื่องจากหัวกดมีลักษณะเรียวยาวจึงสร้างรอยกดที่มีความยาวของเส้นทแยงมุมมากกว่าวิธีการอื่นๆ ถึง 7 เท่า ทำให้สามารถเห็นภาพรอยกดได้อย่างชัดเจนแม้ใช้แรงกดต่ำ เทคนิคนี้จึงเหมาะสำหรับการทดสอบฟิล์มบาง หรือวัสดุที่เปราะแตกง่าย รวมถึงการทดสอบสมบัติที่ขึ้นอยู่กับทิศทาง (anisotropy) ได้
ลักษณะของหัวกดแบบ Knoop
Shore
Shore Scleroscope เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณความแข็งของวัสดุในเทอมของความยืดหยุ่น โดยหัวกดที่มีปลายเป็นเพชรจะถูกปล่อยออกจากตำแหน่งความสูงที่กำหนดลงบนส่วนที่ต้องการทดสอบ ค่าความแข็งจะขึ้นอยู่กับความสูงของหัวกดที่กระดอนกลับ วัสดุที่มีความแข็งมาก หัวกดก็จะกระดอนสูง
Shore Scleroscope เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณความแข็งของวัสดุในเทอมของความยืดหยุ่น โดยหัวกดที่มีปลายเป็นเพชรจะถูกปล่อยออกจากตำแหน่งความสูงที่กำหนดลงบนส่วนที่ต้องการทดสอบ ค่าความแข็งจะขึ้นอยู่กับความสูงของหัวกดที่กระดอนกลับ วัสดุที่มีความแข็งมาก หัวกดก็จะกระดอนสูง
Shore Scleroscope
ค่าความแข็ง
Shore จะหมายถึงค่าที่วัดความต้านทานของวัสดุที่จะทำให้เกิดรอย
ยิ่งค่านี้มีค่าสูงมากเท่าไหร่ จะยิ่งแสดงว่าวัสดุจะเกิดรอยได้ยาก การทดสอบด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมใช้ในการทดสอบความแข็งของพลาสติกและยางเช่นเดียวกันกับวิธีการ
Rockwell
วิธีอื่นๆ
นอกจากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีวิธีการอื่นๆ อีก ได้แก่ Moh Hardness Test ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับดูว่าวัสดุสามารถเกิดรอยขีดข่วนจากวัสดุอื่นได้มากน้อยเท่าไหร่ วิธีการนี้เหมาะสมสำหรับการวัดความแข็งของแร่ธาตุ แต่ไม่เหมาะสำหรับการวัดความแข็งในอุตสาหกรรมเหล็กหรือเซรามิกส์ อีกวิธีคือ Barcol Hardness เป็นวิธีการหาค่าความแข็งโดยการคำนวณจากความสามารถในการต้านรอยที่เกิดจากเหล็กแหลมที่มีโหลดสปริง
สำหรับวิธีการพิจารณาเลือกเครื่องมือ การสอบเทียบ และการควบคุมคุณภาพของ Hardness Tester จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. http://www.indentec.com/reference.html
2. http://www3.tky.3web.ne.jp/~kb01/E/whatis.html
3. http://www.hardnesstesters.com
4. http://www.calce.umd.edu/general/Facilities/Hardness_ad_.htm
5. ดร. จินตมัย สุวรรณประทีป. การทดสอบความแข็ง บางสิ่งที่อาจมองข้าม. LAB.TODAY. ปีที่ 1. ฉบับที่ 5. กรกฎาคม-สิงหาคม 2545. 57.
6. http://en.wikipedia.org/wiki/Haedness
7. Unknown, Mandatory Guidance for Calibration Scopes of Accreditation for Hardness Measurements, A2LA,12/08/03 .
http://www.a2fa.org/guidance/Scope_Hardness.pdf.
8. Trevor Sidaway, Hardness Testing - An Integral Part of Quality Control, Materials World, Vol. 12 no. 11 pp. 583-84, November 1994. http://www.amazon.com/details.asp?ArticleID=531
นอกจากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีวิธีการอื่นๆ อีก ได้แก่ Moh Hardness Test ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับดูว่าวัสดุสามารถเกิดรอยขีดข่วนจากวัสดุอื่นได้มากน้อยเท่าไหร่ วิธีการนี้เหมาะสมสำหรับการวัดความแข็งของแร่ธาตุ แต่ไม่เหมาะสำหรับการวัดความแข็งในอุตสาหกรรมเหล็กหรือเซรามิกส์ อีกวิธีคือ Barcol Hardness เป็นวิธีการหาค่าความแข็งโดยการคำนวณจากความสามารถในการต้านรอยที่เกิดจากเหล็กแหลมที่มีโหลดสปริง
สำหรับวิธีการพิจารณาเลือกเครื่องมือ การสอบเทียบ และการควบคุมคุณภาพของ Hardness Tester จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. http://www.indentec.com/reference.html
2. http://www3.tky.3web.ne.jp/~kb01/E/whatis.html
3. http://www.hardnesstesters.com
4. http://www.calce.umd.edu/general/Facilities/Hardness_ad_.htm
5. ดร. จินตมัย สุวรรณประทีป. การทดสอบความแข็ง บางสิ่งที่อาจมองข้าม. LAB.TODAY. ปีที่ 1. ฉบับที่ 5. กรกฎาคม-สิงหาคม 2545. 57.
6. http://en.wikipedia.org/wiki/Haedness
7. Unknown, Mandatory Guidance for Calibration Scopes of Accreditation for Hardness Measurements, A2LA,
8. Trevor Sidaway, Hardness Testing - An Integral Part of Quality Control, Materials World, Vol. 12 no. 11 pp. 583-84, November 1994. http://www.amazon.com/details.asp?ArticleID=531
ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ครบทุกหัวข้อและไม่ใช่เทคนิคทางจุล ฯ อุตสาหกรรม
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การสอบเทียบครื่องชั่ง / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
การสอบเทียบครื่องชั่ง
เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การวัดดวยเครื่องวัดละเอียด / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
วัตถุประสงค
1. สามารถใชเครื่องมือวัดอยางละเอียดไดถูกตอง
2. หาคาที่ถูกตองของการวัดขนาดของวัตถุที่กําหนดให
3. สามารถคํานวณเมื่อมีคาคลาดเคลื่อน
ทฤษฎี
การวัด
เปนหัวใจสําคัญในการศึกษาทางฟสิกส โดยเฉพาะฟสิกสภาคปฏิบัติการลวนแลวแตเกี่ยวของกับ
การวัดที่คอนขางละเอียด ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อนทั้งหลายที่อาจจะจะเกิดขึ้นในระหวางการทดลองนั้น
จึง
ควรศึกษาการใชเครื่องวัดละเอียดใหเขาใจเสียกอน
ดังนี้
1. เวอรเนียรคาลิปเปอร (Vernier
Caliper)
เปนเครื่องมือที่ใชวัดความยาวของวัตถุทั้งภายใน
และภายนอกในของชิ้นงาน ระดับมิลลิเมตร ทศนิยม 2 ตําแหนง
เวอรเนียรมีลักษณะโดยทั่วไปดังแสดงในรูปที่ 1
ประกอบดวย
สเกลหลัก A เปนสเกลไมบรรทัดธรรมดา
ซึ่งเปนมิลลิเมตร (mm) และนิ้ว (inch)
สเกลเวอรเนีย B ซึ่งจะเลื่อนไปมาไดบนสเกลหลัก
ปากวัด
C – D ใชหนีบวตถั ุที่ตองการวัดขนาด
ปากวัด
E – F ใชวัดขนาดภายในของวัตถุ
ปลาย G
ใชวัดความลึก
ปุม H
ใชกดเลื่อนสเกลเวอรเนียรไปบนสเกลหลัก
สกรู I
ใชยึดสเกลเวอรเนียรใหติดกับสเกลหลัก
ความละเอียดของสเกลเวอรเนียร์
ถาให S เปนความยาว 1
ชองของสเกลหลัก
V เปนความยาว
1 ชองของสเกลเวอรเนียร
และ N เปนจํานวนชองบนสเกลเวอรเนียร
เมื่อเริ่มใหขีดที่ศูนยของทั้งสองตรงกัน
แลวขีดสุดทาย (ขีดที่ n) ของสเกลเวอรเนียรจะตรงกับขีดที่ n-1 ของสเกลหลัก ขีดอื่น ๆ จะไมตรงกันดังรูปที่ 2
ถาเลื่อนสเกลเวอรเนียรไปทางขวาเล็กนอย
โดยใหขีดที่ 1 ของสเกลเวอรเนียรตรงกับขีดที่ 1
ของสเกลหลักดัง
แสดงในรูปที่ 3
ถา S = 1 mm
และ V = 0.9 mm (10
ชองของสเกลเวอรเนีย = 9 mm)
จากรูปจะไดวา
1(S – V) = 0.1
ถาขีดที่ 3
ตรงกันจะไดวา
3(S – V) = 3(0.1) =
0.3
และเมื่อเลื่อนจนกระทั่งขีดที่ 10 (หรือ
n) ของสเกลทั้งสองตรงกัน ดังแสดงในรูปที่ 5
จากรูปที่ 5
จะเห็นวา ขีดที่ศูนยของสเกลเวอรเนียรจะตรงกับขีดที่ 1
ของสเกลหลักพอดี นั่นคือ สเกลเวอร
เนียรเลื่อนไปเปนระยะทางเทากับ S พอดี
ดังนั้น
n( S – V ) = S
หรือ S
- V = S/n (1)
เมื่อ S - V เปนระยะทางที่สั้นที่สุดที่สามารถอานไดจากเครื่องวัดชนิดนี้
เรียกวา คาที่นอยที่สุดที่อานได (Least Count) ซึ่งเปน
ความละเอียดที่สุดของเครื่องวัด
ดังนั้น คาความละเอียดของเครื่องวัดมีคาเทากับ
S/n
หรือ Least
Count = S/n (2)
เมื่อ S
= ความยาว 1 ชองของสเกลหลัก
n = จํานวนชองของสเกลเวอรเนียร
โดยปกติแลว ตัวเลขที่แสดงคาความละเอียดที่สุดของเครื่องวัดนี้
มักจะเขียนไวบนสเกลเวอรเนียรในหนวยตาง ๆ เสมอ เชน 0.1 mm. สําหรับสเกลเวอรเนียรชนิด
10 ชอง (n = 10) 0.05 mm. สําหรับสเกลเวอรเนียรชนิด
20 ชอง (n = 20)และ
0.02 mm. เมื่อสเกลเวอรเนียรมีจํานวนชอง 50
ชอง (n = 50) เวอรเนียรที่อยูในหองปฏิบัติการฟสิกสสวนใหญจะมีทั้งชนิด
n = 20 และ n = 50
สวนชนิด n = 10 ไมคอยมีใชแลว
การอานสเกลเวอรเนีย
เมื่อผลการวัดของวัตถุอันหนึ่งดังแสดงในรูปที่
6
จากรูปที่ 6
อานไดดังนี้
1. ขณะนี้ขีดที่ 0
ของสเกลเวอรเนียอยูที่ตําแหนงที่ 11.00 มิลลิเมตร เลยออกมาเล็กนอยบนสเกลหลัก
2. และขีดที่ 13
ของสเกลเวอรเนียตรงกับขีดบนสเกลหลัก จึงนําเอาเลข 13
คูณกับ least count จะไดเปนคาเศษของมิลลิเมตร คือ 13 x
0.05 = 0.65 มิลลิเมตร
3. นําคาที่อานไดจากขอ 1
บวกกับคาที่อานไดในขอ 2 ก็จะเปนผลการวัดในครั้งนี้ นั่นคือ
คาที่วัดได = 11.00 + 0.65มิลลิเมตร
=
11.65 มิลลิเมตร
ลําดับการอานคาผลการวัด
1. กอนใชเวอรเนีย ตองตรวจสอบดูวามีคา least
count เทาใด โดยดูจากตัวเลขที่เขียนไวบนสเกลเวอรเนียร์
หรืออาจจะคํานวณจากสูตร least count = S/n ก็ได
2. ตองดูวาขีดที่ศูนยของสเกลเวอรเนียอยูที่ตําแหนงใดบนสเกลหลัก
แลวอานคาบนสเกลหลักในหนวยมิลลิเมตร หรือนิ้วก็ได ตามที่เราตองการ
3. ตอไปดูวามีเศษของมิลลิเมตรหรือนิ้ว หรือไม
ถามีดูวาขีดที่เทาใดบนสเกลเวอรเนียตรงกับขีดใดขีดหนึ่งบนสเกลหลักแล้วเอาคูณกับคา
least count จะไดเปนเศษของหนวยวัดนั้น
4. ผลการวัดคือผลรวมของคาที่ไดจากขอ 2 และ
3
2. ไมโครมิเตอร ( Micrometer )
เปนเครื่องมือวัดขนาดของวัตถุที่ตองการความละเอียดสูงในระดับทศนิยม
3 ตําแหนงของมิลลิเมตรเครื่องวัด
ชนิดนี้อาศัยหลักการ การเคลื่อนที่ของสกรู
ซึ่งมีสวนประกอบที่สําคัญดังแสดงในรูปที่ 7
โครง A มีลักษณะคลายกับคันธนูหรือตะขอเกี่ยว
มีปากวัด C-D และแกนสเกลนอน B ติดอยูแกนสเกลนอน
B
เปนสเกลหลัก มีหนวยเปนมิลลิเมตร
โดยแบงออกเปนขีดละ 1 มิลลิเมตร ซึ่งแตละขีดจะมีขีดแบงครึ่งมิลลิเมตรกํากับดวย
สเกลวงกลม H มีลักษณะเปนปลอกครอบสเกลหลัก B แบงจํานวนขีดโดยรอบทั้งหมด
50 ชอง ทําหนาที่เหมือนสเกลเวอรเนีย
แกน G ใชสําหรับหมุนเพื่อใหปากวัด D เลื่อนไปสัมผัสกับผิวของวัตถุที่ตองการวัด
ภายในปุม G มีสปริงเพื่อปรับแรงกด เมื่อปากวัด D สัมผัสพอดีกับผิววัตถุ
จะมีเสียงดังกริ๊กเบาๆ แสดงวาสปริงรับแรงกดพอดีแกนวัดจะไมเดินหนาต่อไปอีก
ปุม I ใชตรึงแกนวัด ปลอกวัด และปุม G
ใหติดกับโครง A ทําใหสเกลไมเลื่อนตําแหนงขณะอานคา
เวลาใชตองบิดไปทาง ซายสุด
ความละเอียดของไมโครมิเตอร
เมื่อปากวัด C - D สัมผัสกัน
ขีดที่ 0
ของสเกลวงกลมจะทาบพอดีกับแกนสเกลนอนและถาหมุนสเกลวงกลมถอยหลังไป 1รอบ
ขีดที่ 0 ของสเกลวงกลมจะทาบพอดีกับแกนนอน และขอบของสเกลวงกลมจะทับพอดีกับขีดแบงครึ่งมิลลิเมตรบนสเกลหลัก ซึ่งหมายความวา
ถาหมุนแกนวัดถอยหลังไปเพียง 1 ชอง ปากวัด C - D จะหางกันเปนระยะ5.0/50 = 0.010 มิลลิเมตร ซึ่งเปนคาที่นอยที่สุดที่สามารถอานไดจากเครื่องวัดชนิดนี้ เรียกวา least
count
ปกติคา least count ของเครื่องไมโครมิเตอรจะเขียนไวบนโครง
A เชน 0.01 mm เปนตน
วิธีใชไมโครมิเตอร
หมุนแกน G ใหแกนวัดถอยหลังเพื่อทําใหปาก
C - D เปดกวางกวาขนาดของวัตถุเล็กนอย
แลวนําวัตถุที่จะวัดขนาดไปไวระหวางปาก C - D ใหดานหนึ่งชิดปากวัด
C ไว แลวหมุนแกน G ใหปากวัด
D มาสัมผัสพอดีกับผิวดานหนึ่งของวัตถุ โดยสังเกตจากเสียงกริ๊กเบาๆ
จากนั้นใหบิดปุม I ไปทางซายเพื่อตรึงแกนวัดไวแลวจึงอานคาการวัดได
การอานคาการวัดบนสเกลไมโครมิเตอร
เมื่อวัดขนาดของวัตถุอันหนึ่ง
ดังแสดงในรูปที่ 8
โดยที่
Least Count ของไมโครมิเตอร = 0.010 mm
1. ขณะนี้ขอบของสเกลวงกลมอยูที่ตําแหนงที่ 11.500
มิลลิเมตร เลยออกมาเล็กนอยบนสเกลหลัก
2. ขีดที่ 22.5
ของสเกลวงกลมตรงกับแกนนอนบนสเกลหลัก แลวเอาตัวเลข 22.5
นี้คูณกับคา Least Count จะไดเปนค่าเศษของมิลลิเมตร เปน 22.5
x 0.010 = 0.225 mm
3. นําคาที่ไดจากขอ (1) และขอ
(2) รวมกัน จะไดเปนผลการวัดครั้งนี้ นั่นคือ
ผลการวัด = 11.500 mm + 0.225 mm
= 11.725 mm
รูปที่ 9 เปนผลการวัดของวัตถุอีกอันหนึ่ง
เมื่อ Least Count เปน 0.010 mm
1. ขณะนี้ขอบของสเกลวงกลมอยูที่ตําแหนงที่
3.000 มิลลิเมตร เลยออกมาเล็กนอยบนสเกลหลัก
2. ขีดที่ 37.0
ของสเกลวงกลมตรงกับแกนนอนของสเกลหลักดังนั้นเศษของมิลลิเมตร
= 37.0
x 0.010 = 0.370 mm
3. ผลการวัดครั้งนี้ = 3.000 + 0.370 = 3.370
mm
ดังนั้นลําดับขั้นการอานคาการวัดเปนดังนี้
1. กอนใชไมโครมิเตอรตองดูวาคา Least
Count เทากับเทาใด โดยดูจากตัวเลขที่เขียนไวบนโครง
A หรืออาจจะคํานวณก็ได (โดยดูจากหัวขอความละเอียดของไมโครมิเตอร)
2. ตองดูวาขอบของสเกลวงกลมอยูที่ตําแหนงที่เทาใดของสเกลหลัก
อานในหนวยมิลลิเมตร
3. ตอไปดูวา ขีดที่เทาใดบนสเกลวงกลมอยูตรงกับเสนแกนของสเกลหลัก
แลวเอาตัวเลขนี้คูณกับคา Least Count จะไดเปนเศษของมิลลิเมตร
4. ผลรวมที่ไดจากขอ 2
และ ขอ 3 คือผลการวัด
ความคลาดเคลื่อนของไมโครมิเตอร ( Zero
Error )
ไมโครมิเตอรที่อยูในสภาพพรอมใชงาน
เมื่อปากวัด C - D สัมผัสพอดี ขีดที่ 0
ของสเกลวงกลมจะทับกับแกนนอนของ
สเกลหลัก และขอบของสเกลวงกลมจะทับขีดที่ 0
ของสเกลหลักพอดี ดังแสดงในรูปที่ 10
แตในบางครั้งอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได
ดังกรณีรูปที่ 11 เมื่อใชวัดของสิ่งใดแลว จะไดคานอยกวาความเป็นจริงอยู
0.020 มิลลิเมตรเสมอ ดังนั้นเมื่ออานคาการวัดใดๆ
แลวจึงตองบวกดวย 0.020 มิลลิเมตร เขาไปดวย
สําหรับกรณีรูปที่ 12
เมื่อใชวัดของสิ่งใดแลวจะไดคามากกวาความเปนจริงอยู 0.030
มิลลิเมตร
ดังนั้นเมื่ออานคาการวัดใดๆ แลวจึงตองลบออกดวย 0.030 มิลลิเมตร เสมอ
ขอบคุณที่มาจาก / http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/Labphysic1/PhysicsLab1-49/Lab02-Vernier.pdf
เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
“Lost Stars” Please don’t see just a boy caught up in dreams and fantasies ได้โปรดอย่ามองเห็นผมเป็นเพียงแค่เด็กชายที่หลงไหลอยู่ในโลกแ...
-
ในการเลือกใช้วัสดุสำหรับงานบางประเภท วิศวกรจำเป็นต้องทราบถึงคุณสมบัติความเหนียว (Toughness) ของวัสดุ เพื่อประเมินโอกาสการแตกหักเสียหาย และค...
-
ใบวัดมุม (Bevel Protractor) 7.1.1 ลักษณะส่วนประกอบของใบวัดมุม ลักษณะงานที่ใช้วัดด้วยใบวัดมุม การผลิตชิ้นงานให้ได้ขนาดตามแบบกำหนดบางครั้งจะ...





