แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tonan Asia แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tonan Asia แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กินเนื้อ-ชีสเพิ่มกรดร่างกาย / Admin POO (Tonan Asia Autotech)

กินเนื้อ-ชีสเพิ่มกรดร่างกาย

กระแสนิยมขณะนี้เป็นการเลือกบริโภคเฉพาะเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม ที่เชื่อว่าจะช่วยรักษารูปร่างให้ผอมเพรียวไว้ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง สามารถทำให้ระดับกรดของร่างกายเพิ่มขึ้นถึงระดับที่เป็นอันตราย และเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้

กินเนื้อ-ชีสเพิ่มกรดร่างกาย
ซูซาน ลันแฮม-นิว หัวหน้าฝ่ายโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ในอังกฤษ เปิดเผยว่า ร่างกายมนุษย์มีระบบควบคุมสมดุลความเป็นกรดและด่างในเลือดอยู่แล้วโดยธรรมชาติ มีปอดและไตเป็นหลัก โดยการหายใจออก ปอดจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นแหล่งด่างออกไป ส่วนไตรักษาสมดุลโดยขับกรดส่วนเกินออกทางปัสสาวะ
การบริโภคอย่างสมดุลจะช่วยปกป้องกระดูก ซึ่งในการวิจัยพบว่า แหล่งของด่างในร่างกายตามธรรมชาติ ได้แก่ เกลือแร่ ( alkali salts) ที่มีอยู่ในกระดูก ซึ่งจะถูกดึงมาเมื่อร่างกายมีด่างไม่เพียงพอ ทำให้กระดูกอ่อนแอ โดยพบในกลุ่มผู้ชายที่บริโภคอาหารเพิ่มกรดสูง มีอัตราสูญเสียมวลกระดูกเพิ่ม 19% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคอาหารที่เพิ่มด่างในร่างกายซึ่งได้แก่ผักและผลไม้


ขอบคุณที่มา : http://www.foodietaste.com

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่ / Admin POO (Tonan Asia Autotech)

วัดพระธาตุดอยสุเทพนี้เป็นปูชนียสถานคู่เมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว  นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่จังหวัดนี้มักจะต้องขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุกันทุกคน ถ้าหากใครไม่ได้ขึ้นไปนมัสการแล้ว ถือเสมือนว่ายังมาไม่ถึงเชียงใหม่
ตามประวัติแห่งดอยสุเทพนั้นมีอยู่ว่า เดิมภูเขาแห่งนี้เป็นที่อยู่ของฤาษีนามว่า “สุเทวะ” ซึ่งตรงกับคำว่า “สุเทพ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอยสูงแห่งนี้ โดยวัดพระธาตุดอยสุเทพนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ในสมัยของพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 6 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้ทรงอัญเชิญมาจากเมืองศรีสัชนาลัย
Wat-Phra-That-Doi-Suthep-172242
ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้ากือนาธรรมิกราชทรงแยกพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นสองส่วน โดยอัญเชิญองค์หนึ่งนำไปไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอก ส่วนอีกองค์หนึ่งได้อัญเชิญขึ้นบนหลังช้างมงคล โดยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชทรงตั้งจิตอธิษฐานเสี่ยงทายว่าหากช้างเชือกนั้นหยุดลงตรงที่ใดก็จะให้สร้างพระธาตุขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งช้างเชือกดังกล่าวได้มาหยุดลงตรงยอดดอยสุเทพแห่งนี้ โดยทำทักษิณาวรรตสามรอบก่อนที่จะล้มลง (ตาย) ดังนั้นพระเจ้ากือนาธรรมิกราชจึงทรงรับสั่งให้สร้างพระบรมธาตุอันเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุ ณ ยอดดอยสุเทพ อยู่คู่ฟ้าคู่ดินเชียงใหม่มานับแต่นั้น วัดพระธาตุดอยสุเทพตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ผู้ที่เดินทางมาสักการะที่วัดแห่งนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันไดนาคไป 300 ขั้น เพื่อไปยังวัด หรือใช้บริการรถกระเช้าขึ้น-ลงดอยสุเทพได้ ระหว่างเวลา 05.30-19.30 น.
งานประเพณีเตียวขึ้นดอยเพื่อสักการะพระธาตุดอยสุเทพจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีขึ้นก่อนหน้าวันวิสาขบูชา 1 คืน ในงานจะมีขบวนแห่น้ำสำหรับสรงพระธาตุโดยมีพระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนจากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมขบวนแห่ขึ้นดอยเป็นจำนวนมาก
IMG_0759
ความเชื่อและวิธีการบูชา  เชื่อกันว่าหากมาสักการะและอธิษฐานขอพรพระธาตุดอยสุเทพ จะมีแต่ความสำเร็จสมหวังดังปรารถนา แคล้วคลาด ผ่านอุปสรรคนานาไปได้ ในการสักการะพระธาตุนั้น ควรเตรียมข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียนแล้วเดินเวียนขวา 3 รอบ พร้อมกล่าวคำนมัสการพระธาตุ โดยตั้งจิตอธิษฐานขอให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา และควรไหว้พระธาตุให้ครบทั้ง 4 ทิศ ซึ่งให้อานิสงส์ที่ต่างกัน คือ ทิศเหนือขอให้มีปัญญาดุจพระจัทร์เพ็ญ ทิศใต้ ขอให้ได้เป็นพระภิกษุสงฆ์ได้บวชในบวรพุทธศาสนา ทิศตะวันออกขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ ทิศตะวันตกเป็นการเคารพบูชาสูงสุดต่อพระธาตุ สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อได้มานมัสการพระธาตุดอยสุเทพแล้ว ควรมากราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ที่ประดิษฐานอยู่ตรงเชิงดอยสุเทพเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย
ขอบคุณที่มา : http://www.สาระน่ารู้ดีดี.com

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุณเคยเห็นโลกหมุนรอบตัวเองใหม ? / admin Poo (Tonan Asia Autotech)

" คุณเคยเห็นโลกหมุนรอบตัวเองใหมครับ ?" หลายคนคงจะนึกขำถ้าถูกคนถามด้วยคำถามนี้ หลายๆคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้เกิดเป็นกลางวันและกลางคืน ความรู้นี้ย้อนกลับไปได้หลายร้อยปีถึงสมัยของ โคเปอร์นิคัส  โน้นแน่ะ คงจำกันได้ว่านักปราชญ์ท่านนี้เป็นคนแรกที่บอกว่า โลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลก และ โลกต่างหากที่หมุนวนรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ ปี   ยิ่งในปัจจุบันนี้มนุษย์สามารถออกไปนอกอวกาศ นั่งดูโลกหมุนรอบตัวเองได้ คำถามข้างบนก็ดูจะเป็นคำถามที่ไม่น่าถามเอาเสียเลย

        แต่... ถ้าเราไม่ออกไปนอกโลกล่ะ เราจะทราบได้อย่างไรว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ไม่ใช่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก?

        เป็นเวลานานทีเดียว กว่าที่นักดาราศาสตร์จะใช้ปรากฎการณ์ทางท้องฟ้า มาพิสูจน์คำพูดของ โคเปอร์นิคัสได้  ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางดาราศาสตร์พอสมควร ถึงจะเข้าใจ แล้วสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ถนัดแต่ดูดาวเพื่อความโรแมนติกล่ะ มีวิธีอื่นอีกใหมที่จะเห็นโลกหมุนรอบตัวเองได้ ...

         ในปี ค.ศ. 1851 ที่วิหาร์พาเธนอนในกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส นักฟิสิกส์ และนักดาราศาสตร์  โฟวเคาลท์ (Foucault) ได้ทำการทดลองแสดงการหมุนของโลกให้ประชาชนใด้เห็นกันจะๆ



         สำหรับ Jean Bernard Leon Foucault  นั้นเกิดเมือววันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1819 แรกเริ่มเดิมทีนั้นอยากเป็นแพทย์ จึงได้สอบเข้าเรียนในคณะแพทย์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปารีส แต่ด้วยดวงชะตาที่จะต้องมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ Foucault ได้พบว่าตัวเองนั้นมีอาการของโรค Phobia หรือโรคกลัวเลือด เห็นเลือดไม่ได้ เลยต้องลาออกจากการเป็นนักเรียนแพทย์ แล้วหันมาศึกษาวิทยาศาสตร์แทน เขามีผลงานหลายด้านที่เด่นๆ ได้แก่ เป็นผู้ประดิษฐ์ ไจโรสโคป (gyroscope) และ เป็นผู้ที่ทำการทดลองวัดความเร็วของแสงได้อีกด้วย เขาได้ดัดแปลงการทดลองของเพื่อนร่วมงานคือ Armand Fizeau   โดยสามารถทำการวัดค่าอัตราเร็วของแสงได้เท่ากับ  186,000 ไมล์ต่อชั่วโมง  แต่สำหรับผลงานของเขาที่เราจะพูดถึงกันในตอนนี้ก็คือ การทดลองที่ชื่อว่า Foucault's pendulum ...


         เรื่องมีอยู่ว่าในขณะที่ Foucault กำลังประยุกต์นำลูกตุ้มมาใช้จับเวลาในการศีกษาดาราศาสตร์ เขาได้เกิดความคิดที่จะประยุกต์การแกว่งของลูกตุ้มเพื่อพิสูจน์การหมุนรอบตัวเองของโลก โดยใช้กฎของนิวตันที่ว่าระนาบการแก่วงของลูกตุ้มนั้นจะคงที่เสมอ ดังนั้นถ้าเราวางลูกต้มให้แกว่งอยู่ที่ขั้วโลก เนื่องจากว่าโลกหมุนรอบตัวเอง คนบนพื้นโลกก็จะเห็นระนาบการแกว่างของลูกตุ้มเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ และจะกลับมายังตำแหน่งเดิมทุกๆ 24 ชั่วโมง



        ทั้งที่ความจริงแล้วระนาบการแกว่งของลูกตุ้มนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เนื่องจากว่าโลกนั้นหมุนรอบตัวเอง จึงทำให้ผู้สังเกตุซึ่งอยู่บนโลกเห็นไปเช่นนั้น ( คล้ายๆกับเราเห็นดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก ) อัตราการเปลี่ยนแปลงระนาบของการแก่วงของลูกต้มที่ตำแหน่งต่างๆ ของโลกนั้นไม่เท่ากัน นั้นขึ้นอยู่กับค่าละติจูด (latitude)
         โดยสามารถคำนานได้จากสูตร  :            T = 24/sin q
         เมื่อ T  คือคาบเวลาที่ระนาบการแกว่ง จะวนมายังตำแหน่งเดิม หน่วยเป็นชั่วโมง และ q  คือค่าละติจูดของตำแหน่งที่อยู่ จะเห็นว่าที่ขั้วโลกเหนือนั้น ระนาบการแกว่างจะเปลี่ยนแปลง และวนกลับมายังตำแหน่งเดิมในเวลา 24 ชั่วโมง (ขั้วโลกมี ละติจูดเท่ากับ 90 องศาเหนือ  และ sin 90 เท่ากับ 1) ในขณะที่บริเวณใกล้แส้นศูนย์สูตรนั้น ระนาบการแกว่งจะไม่เปลี่ยนเลย (เช่นถ้าทำการทดลอง ในประเทศไทยก็แทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลย ว้า...)
          การทดลองนี้ได้ตั้งชื่อว่า Foucault's pendulum เพื่อเป็นเกียรติ์แก่ Foucault นั้นเอง  จะว่าไปแล้วการทดลองนี้ไม่ใช่เป็นการค้นพบใหม่ เพรานักดาราศาสตร์ได้พิสูจน์การหมุนของโลก ด้วยการสังเกตุดวงดาวบนท้องฟ้าได้ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่การทดลองของ Foucault นั้นง่ายแก่การเข้าใจ และสามารถทดลองให้เห็นได้ง่าย ดังที่เขาได้ทดลองให้ประชาชนได้ชมในปี ค.ศ. 1851 นั่นเอง 
 ที่มา : http://191haha.blogspot.com/

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การอ่านเวลาในภาษาอังกฤษ (How to read time) / admin POO (Tonan Asia Autotech)

การอ่านเวลาในภาษาอังกฤษ (How to read time)

การอ่านเวลาในภาษาอังกฤษ (How to read time)

การอ่านเวลา สามารถแบ่งออกเป็นสองวิธีด้วยกัน คือ
  1. ระบบเวลาแบบ 12 ชั่วโมง (12-hour clock) เป็นวิธีการบอกเวลาที่นิยมใช้ในภาษาอังกฤษทั่วไป โดยใช้เลข 1 ถึง 12 ตามด้วย a.m. (ante meridiem) หรือ p.m. (post meridiem) ต่อท้าย โดยมีหลักการอ่านดังนี้
  • หากเป็นเวลาเต็มชั่วโมง ให้เติมคำว่า “O’clock” ตามหลังเลขชั่วโมงนั้นๆได้ และ หากเราต้องการย้ำถึงเวลา ก็อาจจะเติมคำว่า “sharp” ลงไปด้วย เช่น
It’s six O’clock now. = ขณะนี้เป็นเวลาหกนาฬิกา
See you tomorrow at six o’clock sharp = แล้วเจอกันพรุ่งนี้ ตอนหกโมงตรง
  • หากเป็นเวลาที่ผ่านชั่วโมงมาแล้ว แต่ไม่เกินสามสิบนาที ให้ใช้คำว่า “past” เข้ามาช่วยในการบอกเวลา เช่น
6.10 = Ten (minutes) past six / Six ten
6.15 = A quarter past six / Six fifteen
6.30 = Half past six / Six thirty
  • หากเป็นเวลาที่ผ่านชั่วโมง และเกินสามสิบนาทีมาแล้ว ให้ใช้คำว่า “to” เข้ามาช่วยในการบอกเวลา เช่น
6.45 = A quarter to seven / Six forty-five
6.50 = Ten (minutes) to seven / Six fifty
6.35 = Twenty-five (minutes) to seven / Six thirty-five
  • การอ่านเวลาแบบระบุเวลาเช้า เย็น เป็นวิธีที่ง่าย และมีความชัดเจนในการสื่อสาร ซึ่งเป็นที่นิยมเช่นกัน เช่น
4.45 p.m. = four forty-five in the evening
4.00 a.m. = four o’clock in the morning
* หากเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดีจะใช้คำว่า “at noon หรือ midday” และหากเป็นเวลาเที่ยงคืนตรง ก็จะใช้คำว่า “at midnight”

  1. ระบบเวลาแบบ 24 ชั่วโมง (24-hour clock) เป็น วิธีการบอกเวลาที่ใช้ในหมู่ทหาร หรือ ในการประชุมทางการต่างๆ เพื่อป้องกันการสับสนในการบอกเวลา โดยใช้เลข 1 ถึง 23 และ เลข 00 ในเวลาเที่ยงคืน และไม่มี a.m. / p.m. ตามหลัง โดยมีวิธีการอ่านเวลาที่ต่างไปจากการอ่านเวลาทั่วไป เช่น
20.00 = twenty hundred
03.05 = oh three oh five / zero three zero five
00.35 = midnight thirty-five
 ที่มา : http://tipsaboutenglishlanguage1.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ระบบ 4G คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร / admin POO (Tonan Asia Autotech)

ระบบ 4G คือระบบสื่อสารไร้สายความเร็วสูงยุคที่ 4 ซึ่งเป็นระบบที่สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วมาก สูงสุดถึง 100 Mbps

ในขณะประเทศไทยกำลัง ตื่นเต้นกับระบบ 3G คลื่น 2100 MHz ที่เพิ่มประมูลไปเมื่อปี พ.ศ. 2555 โดยมีผู้ได้รับใบอนุญาต 3 ราย คือ DTAC, AIS และ True ปรากฏว่า DTAC และ AIS นำคลื่นที่ประมูลได้ไปสร้างระบบ 3G ในขณะที่ TRUE นำคลื่นดังกล่าวไปทำระบบ 4G









ระบบ 3G นั้นสามารถทำให้เราใช้ระบบไร้สายความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี บางระบบความเร็วสูงถึง 72 Mbps แต่ว่าระบบ 3G ทั่วไปที่เราใช้อยู่ยังไม่สามารถทำงานบางอย่างได้ดีนัก เช่น การรับชมวิดีโอระดับความละเอียดสูง (High Definition) การเรียนการสอนทางไกล และการผ่าตัดผ่านระบบวิดีโอความละเอียดสูง เป็นต้น

ดังนั้นระบบ 4G ได้เข้ามาช่วยเสริมระบบ 3G ในจุดที่ยังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเอง

ระบบ 4G ที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ระบบย่อย คือระบบ LTE (Long Term Evolution) และระบบ Wi-MAX ซึ่งระบบ LTE ได้รับความสูงกว่าและใช้กันทั่วโลก ในขณะที่ระบบ Wi-MAX นิยมใช้กันในบางประเทศเท่านั้น เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และบังกลาเทศ เป็นต้น


ที่มา : http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/ระบบ-4g-คืออะไร-มีประโยชน์อย่างไร/

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

EMS ย่อมาจากอะไร EMS คืออะไร / admin POO (Tonan Asia Autotech)

EMS ย่อมาจาก Express Mail Service หรือ บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ

โดยปกติของการส่งจดหมายหรือไปรษณีย์และพัสดุต่างๆทั้งภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศ จะใช้เวลามากน้อยขึ้นอยู่กับระยะทางว่าไกลแค่ไหน ถ้าไกลก็ใช้เวลาหลายวันกว่าปลายทางจะได้รับจดหมายหรือพัสดุนั้นๆ




ในกรณีที่เราต้องการให้จดหมายหรือพัสดุของเราไปถึงปลายทางเร็วกว่าปกติ เราสามารถทำได้โดยการใช้บริการส่งจดหมายและพัสดุแบบด่วน หรือที่เรียกว่าบริการ EMS ซึ่งจดหมายหรือพัสดุจะสามารถส่งถึงปลายทางได้รวดเร็วมาก ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการส่งจดหมายจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดระยอง ปกติต้องใช้เวลา 2-3 วัน แต่ถ้าใช้บริการ EMS จดหมายจะไปถึงในวันถัดไป เป็นต้น

ค่าบริการ EMS หรือบริการจัดส่งจดหมายและพัสดุแบบด่วนนั้นคิดตามน้ำหนักของและระยะทาง ของหนักระยะทางไกลก็เสียค่าบริการมากหน่อย ของเบาระยะใกล้ก็เสียค่าบริการนิดเดียว เป็นต้น

EMS ยังมีอีกหนึ่งความหมายที่สามารถพบเห็นกันได้บ่อยๆข้างรถพยาบาลหรือรถกู้ชีพฉุกเฉิน ในกรณีนี้ EMS ย่อมาจาก Emergency Medical Services หมายถึงรถบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งมักจะเห็นเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน


 ที่มา : http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/ems-ย่อมาจากอะไร-ems-คืออะไร/

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สุขภาพดี...เรื่อง กล้วยกล้วย / admin Poo (Tonan Asia Autotech)

กระแสความนิยมผลไม้นำเข้าราคาแพงๆ อาจทำให้หลายคนลืมผลไม้ไทยอย่าง “กล้วย” ที่มีคุณประโยชน์สารพัด แถมราคาถูกกว่าผลไม้ต่างแดน จึงนำเรื่องควรรู้ของกล้วย พร้อมแนะวิธีกินอย่างไรท้องไส้ไม่ปั่นป่วนมาฝากกันค่ะ

สุขภาพดี...เรื่อง กล้วยกล้วยกล้วย สุก เมื่อรับประทานจะพบว่าเนื้อนุ่ม กลืนลงคอได้เร็วและย่อยง่าย ด้วยเหตุที่กล้วยกลืนง่ายนี้ ทำให้บางคนไม่ค่อยเคี้ยว ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวิธีการที่ผิดนะคะ ที่ถูกคือต้องเคี้ยวให้ละเอียด เพราะกล้วยมีแป้งร้อยละ 20-25 ของเนื้อกล้วย ถ้าเคี้ยวไม่ละเอียด น้ำย่อยในกระเพาะต้องทำงานหนัก หากย่อยไม่ทันกล้วยจะอืดในกระเพาะอาหารได้ อย่างไรก็ตาม กระเพาะของคนใช้เวลาในการย่อยกล้วยสั้นกว่าการย่อยส้ม นม กะหล่ำปลี หรือแอปเปิล
คนทำงานหรือนักกีฬา ถ้าต้องการเรียกพลังงานให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาหารว่างใดดีไปกว่ากล้วยแล้วค่ะ เพราะกล้วยอุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโคส มีเส้นใยและกากอาหาร จึงช่วยเพิ่มพลังงานได้ทันที และดีต่อระบบขับถ่าย จากงานวิจัยพบว่า กินกล้วยแค่ 2 ผล สามารถเพิ่มพลังงานพอๆ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ถึง 90 นาที จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก
“กล้วยเพิ่มพลังสมอง” เคยมี รายงานว่า นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียนทวิคเกนฮาม ได้คะแนนสอบดีตลอดปี เพราะการรับประทานกล้วยในมื้อเช้า ช่วงเบรก และมื้อกลางวันทุกวัน แสดงให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยทำให้นักเรียน ตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น
“กล้วยแก้โรคท้องผูก” ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วย ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้ท้องผูกโดยไม่ต้องพึ่งยาถ่าย
“กล้วยแก้โรคซึมเศร้า” จากการสำรวจในผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า พบว่า หลายคนมีความรู้สึกดีขึ้นมากหลังการรับประทานกล้วย เพราะมีโปรตีนที่เรียกว่า ทริปโตฟาน เมื่อสารนี้เข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น เซโรโทนิน มีฤทธิ์ผ่อนคลายปรับอารมณ์ให้ดี มีความสุขขึ้น
“กล้วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่” เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบาย อ่อนเพลีย แนะรับประทานกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้อ “กล้วยดีต่อระบบประสาท” ในกล้วยมีวิตามินบีสูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทเป็นปกติ ยังมีการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุให้กินจุบจิบ จนเป็นโรคอ้วน ฉะนั้นเพื่อเลี่ยงความตระหนกจากภาวะกดดัน จึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ด้วยอาหารว่างคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น รับประทานกล้วยทุก 2 ชั่วโมง ทั้งนี้วิตามินบี 6 ที่อยู่ในกล้วยยังมีสารควบคุมระดับกลูโคสซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์
“กล้วยรักษาลำไส้เป็นแผล” กล้วย เป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุมและต้านการเกิดแผลที่ลำไส้ เพราะเนื้อของกล้วยนุ่มพอดี จึงเป็นผลไม้ชนิดเดียวที่เหมาะกับผู้ป่วยลำไส้เรื้อรัง และยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ลดระคายเคือง เคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหาร
“ตัวช่วยสำคัญของคนกำลังเลิกบุหรี่” เนื่อง จากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินเอ บี 6 บี 12 และซีสูง และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนกำลังได้รวดเร็ว อันเป็นผลจากความอ่อนเพลียระหว่างลดเลิกนิโคติน
“กล้วยรักษาสมดุลโปรแตสเซียม” โดยสารดังกล่าวช่วยให้การเต้นของหัวใจปกติ การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเครียด อัตราเผาผลาญในร่างกายจะขึ้นสูงและทำให้โปรแตสเซียมในร่างกายลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิดความสมดุล
“กล้วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดฝอยแตก” จากการวิจัยที่ลงในวารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ ชี้ว่า การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ร้อยละ 40
“กล้วยรักษาหูด” โดย การใช้เปลือกกล้วยด้านใน วางปิดลงบนหูดแล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้ และ “แก้คัน” ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัดลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด เพราะเปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้
นอก จากนี้ เมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยยังมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล 4 เท่า มีคาร์โบรไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุด

ที่มา : http://www.foodietaste.com/mustknow_detail.asp?id=429

เรียบเรียงโดย Poo - admin

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

PDF ย่อมาจากอะไร / admin POO (Tonan Asia Autotech)

PDF ย่อมาจาก Portable Document Format หรือไฟล์ข้อมูลในรูปแบบที่พกพาง่าย (หรืออ่านได้ง่าย)
PDF เป็นรูปแบบไฟล์เก็บข้อมูลประเภทหนึ่งที่คิดค้นโดยบริษัทอะโดบี (เจ้าของโปรแกรมโฟโตซอปอันโด่งดัง) วัตถุประสงก็เพื่อที่จะมีไฟล์เก็บข้อมูลสำหรับอ่านอย่างเดียว แก้ไขไม่ได้ (ปัจจุบันมีโปรแกรมที่แก้ไขได้แล้ว) ซึ่งมีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลที่สำคัญ และไม่ต้องการให้ใครมาแก้ข้อมูลนั้น ให้อ่านได้อย่างเดียวเท่านั้น

ไฟล์ PDF สามารถอ่านได้ด้วยโปรแกรม Adobe Reader (เดิมชื่อ Adobe Acrobat Reader) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี ส่วนโปรแกรมที่สร้างไฟล์ PDF นั้นชื่อ Adobe Acrobat ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต้องซื้อมาใช้

สรุปก็คืออยากสร้างไฟล์ PDF ต้องเสียตังค์ซื้อ Adobe Acrobat มาใช้ แต่ถ้าอยากอ่านอย่างเดียว ก็ไม่เสียตังค์ค่าโปรแกรม

ในปัจจุบันโปรแกรมตะกูล Office ทุกตัวสามารถสร้างไฟล์ในรูปแบบ PDF ได้ด้วย


ที่มา :  http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/pdf-ย่อมาจากอะไร/

เรียบเรียงโดย : POO / Tonan Asia Autotech

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กินเยอะแต่ผอม กินน้อยแต่อ้วน – ลดความอ้วนไม่จำเป็นต้องหิว/ admin POO (Tonan Asia Autotech)

กินเยอะแต่ผอม กินน้อยแต่อ้วน – ลดความอ้วนไม่จำเป็นต้องหิว

เมื่อพูดถึงหลักโภชนาการสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับจำนวนแคลอรี่ที่รับเข้าไปมากกว่าปริมาณ เพราะแคลอรี่ที่รับเข้าร่างกายคือตัวตัดสินว่าเราจะอ้วนหรือไม่ ถ้าเราอาหารที่เราทานมีแคลอรี่เกินกว่าที่ร่างกายจะใช้งาน ร่างกายจะเก็บส่วนที่เกินไว้ในรูปของไขมัน ซึ่งนี่ไม่เกี่ยวกับปริมาณของอาหารเลยครับ ดังนั้นแม้สิ่งที่เรากินจะมีปริมาณมาก แต่ถ้าสิ่งนั้นมีแคลอรี่น้อย เราก็สามารถกินได้โดยไม่ต้องกังวล

ปริมาณแคลอรี่ที่ต่างกันในสารอาหาร

ไขมัน 1 กรัม มี 9 แคลอรี่ ในขณะที่โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต 1 กรัม มีเพียง 4 แคลอรี่ อีกทั้งเมื่อพูดถึงการย่อยสารอาหารแล้ว คาร์โบไฮเดรตต้องแบ่งพลังงาน 20% จากที่ได้รับมาเป็นพลังงานในการย่อย โปรตีนใช้ถึง 30% ส่วนไขมันใช้พลังงานแค่ 3% ในการย่อยเท่านั้น



กินให้อิ่ม แต่ไม่อ้วน

ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว การจำกัดปริมาณแคลอรี่ประจำวันที่ได้จากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ให้อยู่ในปริมาณที่คุณต้องการอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักเพราะถ้าเลือกชนิด อาหารไม่ดีอาจทำให้หิวจนไส้กิ้วได้
อาหารบางชนิดให้พลังงานสูงในปริมาณนิดเดียว ในขณะที่บางชนิดมีปริมาณมากกลับให้พลังงานต่ำ
โชคดีที่ระบบควบคุมการหิว-อิ่ม ของร่างกายเราถูกคำนวณจากปริมาณน้ำหนักของอาหารและพื้นที่ที่อาหารจะไปจับ จองในกระเพาะไม่ใช่จำนวนแคลอรี่ของอาหารครับ พูดง่ายๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงเพื่อให้รู้สึกอิ่ม แต่ความอิ่มมากจากปริมาตรและน้ำหนักของอาหารที่ตกลงไปในกระเพาะของเรานั่น เองครับ
อาหารที่มาเป็นที่หนึ่งในเรื่องการทำให้อิ่มได้โดยมีแคลอรี่เพียงน้อยนิด ก็คือ ผักและผลไม้นั่นเอง สาเหตุเป็นเพราะว่าผักและผลไม้ประกอบไปด้วยกากใยอาหาร(ไฟเบอร์)และน้ำเป็น ส่วนใหญ่ เจ้าไฟเบอร์นี้มีน้ำหนักเยอะครับ แถมน้ำก็มีปริมาณมากซึ่งจะไปจับจองปริมาณในกระเพาะของเราอีกด้วย ซึ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มอยากรวดเร็ว
แต่ไฟเบอร์และน้ำไม่มีแคลอรี่ครับ มันไม่ให้พลังงาน ดังนั้นเราจะอิ่มโดยได้รับแคลอรี่ที่ไม่มากจนเกินไป
เพื่อให้เคลียร์ยิ่งขึ้นขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ แอปเปิ้ลหนึ่งลูกขนาดเท่ากำปั้นหนัก 150กรัม มี 77แคลอรี่ ในขณะที่มันฝรั่งแผ่นทอดหนึ่งถุงซึ่งหนัก 68 กรัม กลับมีจำนวนแคลอรี่ถึง 383 แคลอรี่!





เห็นไหมครับ มันฝรั่งทอดหนักน้อยกว่าแอปเปิ้ลมากกว่าครึ่งแต่ให้พลังงานมากกว่าถึง 5 เท่า และผมเชื่อว่าการทานแอปเปิ้ลสองลูกนั้น อิ่มกว่าทานมันฝรั่งทอดหนึ่งถุงแน่นอน
ดังนั้นสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก อาหารชนิดที่ให้พลังงานมากในจำนวนน้อยเป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง หลักในการดูง่ายๆ คืออาหารพวกนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะที่แปรรูปมาแล้ว เช่น แป้งขัดขาว เค้ก ชอคโกแลต หรือขนมขบเคี้ยว สาเหตุเนื่องจากอาหารที่ถูกแปรรูปส่วนมากจะถูกกำจัดไฟเบอร์และน้ำออกไป ทำให้สิ่งที่เหลืออยู่แทบจะเป็นคาร์โบไฮเดรตอัดแน่นล้วนๆ
อาหารอีกประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงคือของทอดหรือของที่อมน้ำมันสูง มันฝรั่งต้มให้พลังงาน 62 แคลอรี่ในขณะที่เฟร้นฟรายให้พลังงาน 328 แคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน ปลาทูน่ากระป๋องในน้ำเกลือให้พลังงาน 95 แคลอรี่ ในขณะที่ปลาทูน่าในน้ำมันให้พลังงาน 309 แคลอรี่ จะเห็นได้ว่าน้ำมันเพิ่มจำนวนแคลอรี่อย่างมากมาย
หวังว่าคงจะเห็นภาพรวมกันนะครับ ลองเปลี่ยนจากการทานชีสเค้กตอนบ่าย กินป้อปคอร์นตอนดูหนัง เป็นกินผลไม้ตามฤดูกาลที่เราชอบ เปลี่ยนจากของทอด ไข่เจียว หมูทอด เป็นไข่ต้ม หมูย่าง เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง การเปลี่ยนชนิดอาหารเป็นชนิดที่ให้พลังงานน้อยทำให้เรากินได้ในปริมาณที่ เท่าเดิมโดยที่ไม่ได้รับแคลอรี่มากเกินไป ทำให้เราไม่หิวและทำให้เราไม่รู้สึกว่าการลดความอ้วนเป็นเรื่องต้องอดอยาก ทรมานอีกต่อไปครับ

ที่มา: http://www.doodeedai.com/content/33/diet-without-hungry 

เรียบเรียงโดย POO / Tonan Asia Autotech