วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันออกพรรษา 2557 ประวัติวันออกพรรษา วันออกพรรษามีความสำคัญอย่างไร / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

วันออกพรรษา 2557 ประวัติวันออกพรรษา

  
วันออกพรรษา 2557 ประวัติวันออกพรรษา 
วันออกพรรษามีความสำคัญอย่างไร
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2557

วันออกพรรษา

 วันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
     วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นสำคัญวันหนึ่งของพระภิกษุสงฆ์ คือ เป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษา หรือออกจากพรรษาที่ได้อธิษฐานเข้าจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในวันออกพรรษาในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า เป็นวันที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปจำพรรษา และแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพุทธมารดา ซึ่งอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่ชั้นดาวดึงส์

     วันออกพรรษา หมายถึงวันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัยที่ต้องอยู่ประจำที่หรือในวัดแห่งเดียวตลอด 3 เดือน  ในฤดูฝน กล่าวคือ เมื่อพระภิกษุได้อธิษฐานอยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 แล้วอยู่ประจำที่หรือวัดนั้นเรื่อยไป จนสิ้นสุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากวันออกพรรษาแล้วก็สามารถจาริกไปค้างแรมที่อื่นได้

     วันออกพรรษา เรียกว่าอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” คือวันที่พระสงฆ์ทำปวารณากรรม คือเปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิตได้ เมื่อได้เห็นได้ทั้งหรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน



วันออกพรรษา วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก
วันออกพรรษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หลังจากทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพุทธมารดา



วันออกพรรษาหรือวันพระพุทธเจ้าเปิดโลก

       ในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา (3เดือน) ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ทางบันไดทิพย์ ทั้ง 3 ได้แก่ บันไดเงิน และ บันไดทอง และ บันไดแก้ว ซึ่งสักกเทวราช (พระอินทร์) ให้พระวิษณุกรรมเนรมิตทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สู่โลกมนุษย์ ที่ ประตูเมืองสังกัสนคร ที่นั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนต่างมารอรับตักบาตรภัตตาหารกันอย่างเนืองแน่นชาวพุทธจึงยึดถือปรากฎการณ์ในวัน แรม1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ เรียก “วันเทโวโรหณะ” และ วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เพราะวันนั้นโลกทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และ บาดาล (นรก) ต่างสามารถแลเห็นกันได้ตลอดทั้ง 3 โลก

ความสำคัญของวันออกพรรษา

วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลดังนี้ 

      1. หลังจากวันออกพรรษาพระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาตให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้

      2. เมื่อออกพรรษาแล้วพระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างพรรษาไปเผยแผ่แก่ประชาชน

      3. ในวันออกพรรษาพระสงฆ์ได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนเรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือและความสามัคคีกัน

      4. พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณาเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าว ตักเตือนตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคมต่อไป

ประวัติความเป็นมาของวันออกพรรษา

     เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตุวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพระภิกษุเหล่านั้นเกรงจะเกิดการขัดแย้งกันจนอยู่ไม่สุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกาว่าจะไม่พูดจากัน (มูควัตร)  เมื่อถึงวันออกพรรษาพระภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ แล้วทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่า

     “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วปวารณากันในสามลักษณะ คือด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี”
การถือปฏิบัติวันออกพรรษาในประเทศไทย

     วันออกพรรษาเป็นวันปวารณาของพระสงฆ์โดยตรง ที่จะต้องประชุมกันทำปวารณากรรมแทนอุโบสถกรรม สำหรับพุทธศาสนิกชนฝ่ายคฤหัสถ์ ก็ถือว่าเป็นวันพระสำคัญ มักนิยมไปทำทานรักษาศีลและฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษ
     นอกจากนี้ ยังมีประเพณีเนื่องด้วยวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “ประเพณีตักบาตรเทโว”
วันออกพรรษา 2554
วันออกพรรษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลก
ทางบันไดพาดลงใกล้เมืองสังกัสสะ
     คำว่า “ตักบาตรเทโว” มาจากคำเต็มว่า “ตักบาตรเทโวโรหณะ”  คือการตักบาตรเนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ) ที่ต้นมะม่วงใกล้เมืองสาวัตถีแล้วก็เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ครั้นออกพรรษาแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดพาดลงใกล้เมืองสังกัสสะ

หลักธรรมที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา

      ในเทศกาลออกพรรษา มีหลักธรรมสำคัญที่ควรนำไปปฏิบัติ คือ ปวารณา การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ ในการปวารณานี้อาจแบ่งบุคคลออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
       1. ผู้ว่ากล่าวตักเตือน จะต้องเป็นผู้มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ที่ตนว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่ามีเมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ พร้อมมูล
       
2. ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือน ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน ดีใจดังมีผู้มาบอกขุมทรัพย์ให้ 
การปวารณา จึงเป็นคุณธรรมสร้างความสมัครสมานสามัคคีและดำรงความบริสุทธิ์หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์ การปวารณา แม้จะเป็นสังฆกรรมของสงฆ์ ก็อาจนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมชาวบ้าน เช่น การปวารณากันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน พนักงานในห้างร้าน บริษัทและหน่วยงานราชการ เป็นต้น

 วัตถุประสงค์ของกิจกรรมวันออกพรรษา

     1. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษารวมทั้งหลักธรรม เรื่อง ปวารณาและแนวทางปฏิบัติ
     2. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีทักษะในการคิดและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในวันออกพรรษา และสามารถเลือกสรรหลักธรรม คือปวารณา ไปใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาตนและสังคม
     3. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคือ ปวารณา
     4. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้งและตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา
     
5. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนได้อย่างถูกต้อง

วันมหาปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือน
เรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์
ขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/voot.muyong

         เมื่อพระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่เมืองสังกัสสะนครนั้น พระองค์ทรงเนรมิตให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรก สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันได้ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่าเป็น วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก 
วันออกพรรษา ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิต ปรารถนาดีต่อผู้ถูกตัวเตือน ทั้งกาย วาจา ใจ ส่วนผู้ถูกตักเตือนก็ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้กล่าวตักเตือน โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันโดยมีความหมายว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากันในสามลักษณะคือ ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี และด้วยการสงสัยก็ดี” 
ประเพณีของชาวพุทธที่นิยมกระทำในเทศกาลวันออกพรรษาคือ 


วันออกพรรษา-ตักบาตรเทโวโรหณะ
 ประเพณีตักบาตรเป็นประเพณีที่ปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล


     1. ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ โดยในหลายที่ยังทำเป็นข้าวต้มลูกโยน มาไว้สำหรับใส่บาตรการตักบาตรเทโวเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชนจึงได้พร้อมใจกันนำภัตตาหารมาถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้นมีจำนวนมาก บางพวกที่อยู่ห่างจึงไม่สามารถใส่อาหารลงในบาตรได้ จึงต้องทำข้าวให้เป็นก้อน แล้วโยนใส่บาตร จนกระทั่งเป็นประเพณีนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
     

     ตักบาตรเทโว หมายถึง วันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษาตามความเชื่อของพระพุทธศาสนิกชนว่าเป็นวันที่เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา

      
“เทโว” ย่อมาจากคำว่า “เทโวโรหนะ” ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก หมายถึง เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิณาณ แล้วทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่างๆ ของอินเดียตอนเหนือ ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นบิตุภูมิของพระองค์ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายถ้วนหน้า แล้วทรงปรารถนาจะสนองคุณพระมารดา ซึ่งหลังจากประสูติพระองค์ได้ 7 วัน ก็สิ้นพระชนม์ และได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ฉะนั้นในพรรษาที่ 7 หลังจากตรัสรู้พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่ง ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะ ประชาชน พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น บางวัดก็ทำในวันออกพรรษา คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 บางวัดก็ทำในวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ทั้งนี้ แล้วแต่ความตกลงร่วมใจทั้งทางวัดและทางบ้าน 
พิธีทำนั้นทางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้งอยู่บนล้อเลื่อนไปช้าๆ นำหน้าพระสงฆ์ พระภิกษุสามเณรถือบาตรเดินตามไปโดยลำดับ พุทธศาสนิกชนต่างก็นำอาหารมาเรียงรายกันอยู่เป็นแถว ตามแนวทางที่รถบุษบกนั้นจะผ่านเพื่อตักบาตร ของที่นิยมใช้ตักบาตรเทโว ซึ่งนอกจากเป็นข้าวปลาอาหารทั่วๆ ไปแล้วยังมีข้าวต้มมัดใต้และข้าวต้มลูกโยนอีกด้วย

    การที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่เพียงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็เนื่องจากมีพระประสงค์จะให้พระพุทธมารดาได้บรรลุโลกุตรธรรมอันเป็นธรรมชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้

      
2. ประเพณีทอดกฐิน ถือเป็นกาลทาน ที่เป็นประเพณีสำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง โดยมีระยะเวลา 1 เดือน หลังจากวันออกพรรษาคือวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ไปจนถึงกลางเดือน 12 

มหากฐินสามัคคีณ วัดพระธรรมกาย จ. ปทุมธานี
ประเพณีทอดกฐินมีระยะเวลา 1 เดือน หลังจากวันออกพรรษา

      นอกจากประเพณีที่ถือปฏิบัติในวันออกพรรษาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมและมีผู้สนใจไปร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง คือ การชมบั้งไฟพญานาค ซึ่งเกิดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นคือวันออกพรรษา ซึ่งจะมีพุทธศาสนิกชนไปรอชมบั้งไฟกันทั้งสองฝั่งของแม่น้ำโขงที่จังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะอำเภอโพนพิสัยที่มีปริมาณบั้งไฟขึ้นเยอะกว่าที่อื่นๆ

การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันออกพรรษา

กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัวในวันออกพรรษา

      1. ในวันออกพรรษา แต่ละครอบครัวก็ช่วย ทำความสะอาดบ้าน  ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน
      2. ศึกษาเอกสารและสนทนาเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม การปวารณาและแนวทางปฏิบัติในครอบครัว
      3.สมาชิกในครอบครัว ปรึกษา หารือ หาแนวทางในการป้องกันการแก้ปัญหา โดยใช้หลักธรรม คือ ปวารณา
     4. วันออกพรรษา นำครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน
     5. ปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรมเจริญภาวนา ในกรณีที่เป็นวันหยุดเนื่องในวันออกพรรษา

กิจกรรมเกี่ยวกับสถานศึกษาในวันออกพรรษา

      1. ทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชา
      2. ครูและนักเรียนร่วมกันศึกษาถึงความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณาและแนวทางปฏิบัติในสถานศึกษา
      3. ครูให้นักเรียนจัดทำป้ายนิเทศ หรือจัดนิทรรศการ ประกวดเรียงความ ทำสมุดภาพ ตอบปัญหาธรรม บรรยายธรรม อภิปรายธรรม
      4. ครูให้นักเรียนจัดทำรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดีกับพฤติกรรมที่ไม่ดี และวางแผนพัฒนาพฤติกรรมไม่ดีให้น้อยลง
      5. ประกาศเกียรติคุณนักเรียนที่ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
      6. ครูพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมกับชุมชนที่วัด บำเพ็ญกุศลทำบุญตักบาตร บริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรม สนทนาธรรม เจริญภาวนา ในกรณีที่เป็นวันหยุด และกิจกรรมอื่นที่เหมาะสม
ปักธงธรรมจักร วันออกพรรษา 
ปักธงธรรมจักรหน้าบ้านหรือสถานที่ราชการในวันออกพรรษา

กิจกรรมเกี่ยวกับสถานที่ทำงานในวันออกพรรษา

     1. ทำความสะอาดบริเวณที่ทำงาน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชา
     2. ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรมเรื่อง ปวารณาและแนวทางปฏิบัติในสถานที่ทำงาน
     3. จัดให้มีการบรรยายธรรมและสนทนาธรรม
     4. ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปลูกต้นไม้ บริจาคโลหิต
     5. หัวหน้าหน่วยงานให้โอกาสผู้ร่วมงานไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีนิยม ในกรณีที่เป็นวันหยุด
     6.จัดทำป้ายนิเทศเกี่ยวกับอุดมการณ์ในการทำงานโดยมีเป้าหมายจะละเว้นการกระทำชั่วในเรื่องใดๆ และกิจกรรมอื่นที่เหมาะสม

กิจกรรมเกี่ยวกับสังคมในวันออกพรรษา

      1. วัด สมาคม มูลนิธิ หน่วยงาน องค์กร สื่อมวลชน ประชาสัมพันธ์เรื่องวันออกพรรษาโดยใช้สื่อทุกรูปแบบ
      2. จัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษารวมทั้งหลักธรรมเรื่อง ปวารณา และแนวทางปฏิบัติเพื่อเผยแผ่ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น และตามสถานที่ชุมชน เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง โรงธรรม ศูนย์การค้า รวมทั้งบนยานพาหนะต่างๆ
      3. เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรม ปฏิบัติธรรม และพิธีกรรมศาสนา เช่น  ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีล สวดมนต์
      4. รณรงค์ทางสื่อมวลชนต่างๆ ให้ลด ละ เลิก อบายมุข และให้งดจำหน่ายสิ่งเสพติดทุกชนิด
      5. ประกาศเกียรติคุณสถาบันหรือบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
      6. รณรงค์ให้มีการรักษาสภาพแวดล้อม ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดที่สาธารณะ
     7. จัดประกวด สวดสรภัญญะ บรรยายธรรม คำขวัญ บทร้อยกรอง บทความเกี่ยวกับวันออกพรรษา และกิจกรรมอื่นที่เหมาะสม

ประโยชน์จะได้รับจากวันออกพรรษา

      1. พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา และแนวทางปฏิบัติ
     2. พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม คือ ปวารณา
      3. พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้ง และตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา
      4. พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีรู้จักปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง  

ตักบาตรวันออกพรรษา




            ขอบคุณที่มา 



ร้านครัวอัปสร / Admin SD (TONAN ASIA AUTOTECH)

แม่ลิ้นจี่พาชิม..ร้านครัวอัปษร...
... แวะชิม ... “ แกงเหลืองไหลบัว-เนื้อปูผัดพริกเหลือง "...
...ที่ร้าน "ครัวอัปษร" เสน่ห์ปลายจวัก...ระดับชาววัง...

        คอลัมน์พาชิมในหนังสือพิมพ์ “บ้านเมือง” ก็กลับมาพบกับท่านผู้อ่านอีกครั้งเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์ โดยมี “แม่ลิ้นจี่” เจ้าเก่าคอยเป็นผู้สรรหาร้านอาหารดีๆ พร้อมด้วยเมนูอร้อยยย..อร่อย มาแนะนำให้แฟนคอลัมน์ได้พากันไปลองชิมเหมือนเช่นเคย....!!!
        อาหารอร่อยประจำสัปดาห์นี้เราจะพากันไปแวะชิมอาหารไทยสูตรโบราณขนานแท้กันที่ร้าน “ ครัวอัปษร” ในย่านถนนสามเสนกันดูบ้าง ซึ่งที่ร้านนี้เขาขึ้นชื่อลือชาเป็นยิ่งนักในเรื่องของอาหารไทยนานาชนิด ที่ปรุงแต่งด้วยเสน่ห์ปลายจวักระดับชาววัง ซึ่งแม่ลิ้นจี่เองก็เคยแวะมาชิมพร้อมเพื่อนฝูงอยู่หลายครั้ง แต่ก็เพิ่งจะมีโอกาสได้แนะนำกันในวันนี้
        และทุกครั้งที่ได้ย่างกรายมาที่ถนนสามเสนครั้งใด “แม่ลิ้นจี่” อดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงความหลังเมื่อครั้งยังเยาว์วัย เมื่อ ประมาณกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ว่าคุณแม่ได้เคยพานั่งรถเมล์ขาวสาย 18 มาลงที่สี่แยกซังฮี้ แล้วขึ้นรถรางต่อเพื่อจะไปหาญาติที่วัดเทวราชกุญชร สี่เสาเทเวศร์ รถรางจะวิ่งมีเสียงดัง...เก๊ง...เก๊ง..ซึ่งรถรางจะมีอยู่รางเดียว แล้วจะมาหยุดพักรอตรงทางเบี่ยง เพื่อรอให้รถรางอีกคันที่วิ่งสวนมาผ่านพ้นไปเสียก่อนจึงจะขับต่อไปได้ และตรงที่หยุดรอนี้จะอยู่ตรงหน้าร้าน “ครัวอัปษร” ที่เรากำลังจะแวะชิมกันในวันนี้พอดิบพอดี แต่ปัจจุบันรางจะมองไม่เห็นแล้วเพราะเขาได้ราดยางทับเพื่อยกระดับถนนจนไม่ เหลือร่องรอย
       และจากการที่ได้พูดคุยกับ “คุณศิริชัย พิณเนียม” ทายาทรุ่นหลาน และเป็นผู้บริหารร้านได้เล่าความเป็นมาของร้านนี้ให้ฟังว่า ที่ร้านนี้เปิดบริการกันมาประมาณ 9 ปี โดยชื่อร้านว่า “ครัวอัปษร” นั้นมาจากชื่อของคุณน้า โดยมี “คุณจันทร์ฉวี” ซึ่งเป็นคุณน้าอีกคนหนึ่งเป็นแม่ครัวใหญ่ โดยลูกค้าส่วนมากจะเรียกกันว่า “ป้าแดง” ซึ่งเครือญาติของคุณศิริชัยนั้นจะเป็นครอบครัวข้าราชการ โดยเฉพาะคุณจันทร์ฉวีนั้นจะทำงานอยู่ที่กรมชลประทาน      
         ในสมัยของ “สมเด็จย่า” เมื่อ ครั้งที่ยังมีพระชนชีพอยู่ ทุกครั้งที่สมเด็จย่าเสด็จพระราชดำเนินในโครงการของกรมชลประทาน จะมีคุณจันทร์ฉวีหรือ “ป้าแดง” คอยตามเสด็จฯ ทุกครั้ง และจะเป็นผู้คอยดูแลเครื่องเสวยให้กับสมเด็จย่า จนเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง จนมาเมื่อปี พ.ศ. 2541 จึงได้มเปิดเป็นร้านอาหารซึ่งเป็นตึกแถวเก่าแก่สองคูหาอยู่ริมถนนสามเสน ตั้งอยู่ระหว่างซอยวัดราชาธิวาสวิหาร (สามเสนซอย 9) กับท่าวาสุกรี โดยมีคุณจันทร์ฉวีเป็นผู้ปรุงแต่งรสชาติของอาหารตามต้นตำรับของอาหารไทยสูตร โบราณ นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารที่เป็นสูตรเฉพาะของคุณจันทร์ฉวี สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันร้านขายดิบขายดีจน “คุณศิริชัย” ผู้เป็นหลานชายต้องลาออกจากงานเพื่อมาคอยดูแลอย่างเต็มตัว และนอกจากนี้ยังได้สืบทอดเสน่ห์ปลายจวักมาจากคุณน้าจนสามารถปรุงอาหารได้ตาม สูตรต้นตำรับ
        นอกจากร้านที่ถนนสามเสนแล้ว ตอนนี้ยังได้มาเปิดร้าน “ครัวอัปษร”สาขา 2 อยู่ที่ถนนดินสอ ใกล้กับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ซึ่งที่นี่จะเป็นบรรยากาศแบบโอเพ่นแอร์ เป็นบ้านไม้แวดล้อมด้วยต้นไม้ร่มรื่น ซึ่งรสชาติของอาหารจะเหมือนกับสาขาแรก เพราะปรุงจากครัวเดียวกัน อาหารของร้านนี้ไม่ว่าจะเปิดเมนูสั่งอะไรมาชิมก็เอร็ดอร่อยไปเสียทุกอย่าง จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของร้านนี้ก็คือ อาหารทุกจานเขาจะเสิร์ฟพร้อมกับช้อนกลาง เพื่อให้ถูกหลักอนามัยเวลาที่รับประทานร่วมกันหลายคน ซึ่งก็เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าเป็นอย่างมาก ทีนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะมาลิ้มลองอาหารจานอร่อยของที่นี่กันบ้าง.มาเริ่มจาน แรกกันที่

         แกงเหลืองไหลบัวกุ้ง... เป็นเมนูสุดฮิตอีกอย่างของที่นี่ไม่ว่าใครมาก็ต้องสั่งมาลิ้มลอง หน้าตาจะเหมือนกับแกงเหลืองของภาคใต้ แต่รสชาติจะออกไปทางแกงส้มของภาคกลางที่มีรสเผ็ดกำลังดี ใช้น้ำพริกแกงที่โขลกเองปรุงน้ำแกงได้เข้มข้นครบรส เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ใส่กุ้งสดตัวใหญ่เนื้อแน่น ใส่ไหลบัวที่หั่นมาเป็นท่อนยาวกว่า 3 นิ้ว ซึ่งไหลบัวนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของรากบัวที่อยู่ใต้น้ำ ความอร่อยอยู่ที่ความกรอบกรุบของไหลบัว บวกกับน้ำแกงรสจัดจ้าน และกุ้งสดเนื้อหวาน ตักราดกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยจนลืมอิ่ม ในราคาชามชามละ 90 บาท

         ผัดดอกขจร... อาหารจานนี้หาชิมได้ยากในยุคนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะนำไปลวกจิ้มน้ำพริก แต่คุณป้าแดงเขาจะนำดอกขจรส่วนยอดที่เป็นพวงมาเด็ด ก่อนนำไปผัดกับเนื้อหมูสับ และกระเทียมสด ปรุงรสออกเค็มนำ และหวานนิดๆ ติดปลายลิ้น ไม่ว่าจะทานเล่นๆ หรือคลุกกินกับข้าวสวยก็อร่อยได้ทั้งสองแบบ ในราคาจานละ 60 บาท

         เนื้อปูผัดพริกเหลือง... เมนูจานนี้ “แม่ลิ้นจี่” แนะนำว่าอย่าพลาด...! เพราะทั้งแซบ..ทั้งอร่อย...จนเหงื่อซึม โดยเขาจะนำเนื้อปูเป็นก้อนๆ ซึ่งเป็นส่วนของกรรเชียงปู นำไปผัดกับพริกเหลืองที่โขลกมาพอแหลก ใส่ถั่วฝักยาวหั่น ใบมะกรูด กระเทียม และพริกเหลืองแกะเมล็ดหั่นเป็นชิ้นยาว ปรุงรสออกเผ็ดนำ เค็ม และหวานเล็กน้อย ความอร่อยอยู่ที่เนื้อปูสดก้อนใหญ่กินได้เต็มปากเต็มคำ บวกกับรสจัดจ้านของเครื่องปรุง และความกรอบกรุบของถั่วฝักยาว แนะนำว่าให้กินกับข้าวสวยร้อนๆ จะอร่อยได้แบบครบรส ในราคาจานละ 250 บาท


            นอกจากนี้ก็ยังมีอีกมากมายที่สาธยายกันไม่หมดในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น แกงป่าปลาเห็ดโคน หมูอร่อยผัดพริกกะเหรี่ยง เห็ดหูหนูผัดไข่ ไข่ฟูปู ผัดไทยกุ้งสด ฯลฯ ชอบอย่างไหนเชิญเปิดเมนูเลือกสั่งกันเองได้ และที่ต้องขอเตือนกันก็คือ...ถ้าจะมาลิ้มลองอาหารที่ร้านนี้ควรโทรศัพท์มา จองโต๊ะกันล่วงหน้า หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงไปทานกันในช่วงบ่าย เพราะมื้อเที่ยงถ้าไม่จองรับรองไม่ได้นั่ง..จริงๆ นะคะ..ไม่ได้โม้...!

           ที่ร้าน “ครัวอัปษร” ทั้ง 2 สาขา จะเปิดบริการทุกวันจันทร์-เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 10.30-19.30 น. จอดรถยนต์ได้ในซอยวัดราชาธิวาสวิหาร สะดวกกันเมื่อไรก็ลองแวะมาเยี่ยมชิมกันได้ หรือถ้าเกรงว่าจะหากันไม่เจอก็โทรมาสอบถามเส้นทางกันก่อนได้ที่ 0-2668-8788 และ 0-2241-8528

สำหรับวันนี้คงต้องขอแนะนำกัน แต่เพียงแค่นี้ แล้วพบกับ “แม่ลิ้นจี่พาชิม” ได้ใหม่ในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายวันสัปดาห์ต่อไปนะคะ...! (ค้นหาข้อมูลร้านเก่าในอดีตได้ใน WWW.naachim.com)

          หอยแมลงภู่ผัดฉ่า... จานนี้ก็อร่อยไม่แพ้กัน โดยเขาจะนำหอยแมลงภู่สดที่คัดไซด์มาตัวโตๆ นำไปผัดขณะที่กระทะร้อนฉ่าใส่ ตะไคร้ ใบโหระพา ใบมะกรูด ข่า พริกขี้หนูสดสับละเอียด ปรุงรสออกเผ็ดนำ เค็ม หวานเล็กน้อย ความอร่อยอยู่ที่หอบแมลงภู่ตัวใหญ่เนื้อสดหวาน บวกกับความจัดจ้านของเครื่องปรุง เมนูจานนี้จะเห็นประดับอยู่ทุกโต๊ะ ในราคาจานละ 70 บาท


        ข้าวผัดผักกระเฉด... อาหารจานนี้เหมาะกับผู้ที่มาอย่างเดียวดาย เพราะเป็นอาหารที่กินง่ายๆ แบบจานเดียว โดยเขาจะนำยอดผักกระเฉดไปหั่นเป็นท่อนเล็กๆ ผัดกับเนื้อหมูสับ และพริกขี้หนูบุบพอแตก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำมันหอย น้ำตาล จนออกรสชาติ หวาน เค็ม เผ็ด จากนั้นจึงนำข้าวสวยลงไปผัดคลุกเคล้าจนเข้ากัน ก่อนนำมาเสิร์ฟพร้อมด้วยแตงกวา และน้ำปลาพริก รสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึงเขาจะปรุงอร่อยจนแทบไม่ต้องปรุงซ้ำ ในราคาจานละ 45 บาท

ข้อมูลร้าน 
ชื่อร้าน  ครัวอัปษร
รูปแบบร้าน  ห้องอาหารติดแอร์
ประเภทอาหาร  อาหารไทย
ทำเลที่ตั้ง  ริมถนนสามเสนซอย 9
ระดับราคาอาหาร 40 บาท ไปจนถึง 300 กว่าบาท
บรรยากาศร้าน
- ชั้นล่างของตึกแถว 2 ห้อง
- ความจุ/จำนวนโต๊ะ12 โต๊ะ
ลูกค้าประจำ
ข้าราชการ พนักงานบริษัท พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน ฯลฯ
เบอร์โทรศัพท์ 0-2668-8788 และ 0-2241-8528

การเดินทาง
จากสี่แยกสถาบันราชภัฎสวนดุสิต เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสามเสน ขับชิดขวามองหาซอยวัดราชาฯ
ที่จอดรถในซอยวัดราชาธิวาส และฝั่งตรงข้ามร้าน
วัน-เวลาเปิดบริการ
จันทร์-เสาร์ เวลา 10.30-19.30 น. หยุดวันอาทิตย์

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก :  http://www.naachim.com/index.aspx?ContentID=ContentID-070906221908627

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

ทุกวันนี้คงไม่มีใครสงสัยถึงอิทธิพลมหาศาลที่คอมพิวเตอร์มีต่อชีวิตประจำวันของทุกๆ คน  แต่ในประเทศอังกฤษสมัยทศวรรษที่ 19  ในสมัยที่แม้กระทั่งคนในวงการวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็มองว่า "คอมพิวเตอร์" (ถ้าสามารถสร้างขึ้นได้จริง) ก็เป็นเพียง "เครื่องคิดเลข" มีผู้หญิงคนหนึ่งเชื่อในความเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของคอมพิวเตอร์ก่อนที่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกจะถูกสร้างขึ้นมา เธอคนนั้นชื่อว่าออกุสต้า เอด้า คิง  เคาน์เตสแห่งเลิฟเลซ เรียกกันโดยทั่วไปในชื่อของ "เอด้า เลิฟเลซ"โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก

       pic1pic2
     "เอด้า เลิฟเลซ" โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก [1]           ลอร์ดไบรอน  กวีชื่อดัง บิดาของเอด้า เลิฟเลซ [2]
          เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกเป็น "เซเล็บ"ของสังคมอังกฤษในเวลานั้น เอด้า เลิฟเลซเป็นลูกสาวที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงคนเดียวของลอร์ดไบรอน กวีชื่อดัง(มาก ๆ) และดังยาวนานจนถึงทุกวันนี้  (ลอร์ดไบรอนยังมีลูกนอกกฏหมายอีกหลายคน  แต่เอด้าเป็นลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงคนเดียว)    เส้นทางการเป็นโปรแกรมเมอร์ของเอด้า เลิฟเลซเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 18 ปี เอด้า เลิฟเลซได้พบกับชาร์ลส์ แบ็บเบจ  วิศวกรเจ้าของฉายา "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์"  แบ็บเบจประทับใจในความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเอด้า เลิฟเลซจนออกปากว่าเธอคือ "แม่มดแห่งตัวเลข" ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ติดต่อกันมาอีกยาวนาน   
                ใน ค.ศ. 1842 แบ็บเบจได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยตูรินในอิตาลีเกี่ยวกับ "เครื่องจักรวิเคราะห์" (Analytical Machine) ซึ่งเขากำลังพยายามสร้างขึ้น  เครื่องจักรวิเคราะห์นี้เป็นโมเดลเริ่มแรกที่ต่อมากลายเป็นคอมพิวเตอร์  หนึ่งในผู้เข้าฟังปาฐกถาของแบ็บเบจในวันนั้นคือวิศวกรหนุ่มไฟแรง ลุยจิ เมนาเบรีย (ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอิตาลี) เมนาเบรียได้จดและตีพิมพ์ปาฐกถาครั้งนั้นของแบ็บเบจเป็นภาษาฝรั่งเศส  เอด้า เลิฟเลซได้รับการขอร้องให้แปลบทความของเมนาเบรียเป็นภาษาอังกฤษซึ่งใช้เวลาเกือบปี  นอกจากจะแปลบทความจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษแล้วเธอยังเพิ่มเติมโน้ตของตนเองลงไปด้วยซึ่งเธอก็คงจะ "อิน" มาก เพราะไป ๆ มา ๆ โน้ตของเอด้า เลิฟเลซนั้นยาวมากกว่าบทความของเมนาเบรียด้วยซ้ำ  โน้ตนี้มี algorithm ที่จะทำให้ "เครื่องจักรวิเคราะห์" คำนวณตัวเลขเบอร์นูลลีได้   algorithm นี้เชื่อกันว่าคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมแรกของโลก ทำให้เอด้า เลิฟเลซได้รับเครดิตว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกไปด้วย
                 pic3 pic4
               ชาร์ลส์ แบ็บเบจ บิดาแห่งคอมพิวเตอร์ [3]           "เครื่องจักรวิเคราะห์" โมเดลคอมพิวเตอร์ยุคบุกเบิก [4]
          ความน่าทึ่งที่แท้จริงของเอด้า เลิฟเลซไม่ได้อยู่ที่การเป็น "ผู้หญิงในวิทยาศาสตร์"หรือเป็น "โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก"  แต่อยู่ที่วิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกลเข้าขั้นไกลมาก ๆ ชนิดข้ามศตวรรษของเธอ   โน้ตประกอบบทความของเอด้า เลิฟเลซยาวขนาดนั้นเป็นเพราะในเวลานั้น คนส่วนใหญ่มองเครื่องจักรวิเคราะห์ว่าเป็นได้มากที่สุดแค่เครื่องช่วยในการคำนวณ  แต่เอด้า เลิฟเลซยืนยันว่า " (ในวันข้างหน้า)  เครื่องจักรนี้จะสามารถสร้างเสียงดนตรีที่ซับซ้อนระดับไหนก็ได้"  ไม่ใช่แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "เครื่องจักรวิเคราะห์" เท่านั้นที่วิสัยทัศน์ของเธอทะลุทะลวง  "โปรเจ็คสุดยอด" ที่เอด้าต้องการทำ(แม้ว่าจะทำไม่สำเร็จเพราะเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัยเพียงแค่ 36 ปี) คือการใช้คณิตศาสตร์อธิบายการทำงานของสมองและระบบประสาทของมนุษย์ เป็นความคิดที่เกิดขึ้นเป็นร้อยปีก่อนที่ฟิสิกส์เชิงชีววิทยาซึ่งใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพอธิบายการทำงานของระบบทางชีววิทยาจะเฟื่องฟู  เรียกได้ว่าเธอเป็นนักฟิสิกส์เชิงชีววิทยาทางทฤษฎีรุ่น "ก่อนกาล" และเป็น "คนที่มาก่อนเวลาของตัวเอง" แบบที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า a man before his time (แต่ในกรณีนี้คงต้องเรียกว่า a woman before her time)  ของแท้ไม่ปลอมไม่ลอกจริง ๆ
กิตติกรรมประกาศ
          ผู้เขียนขอขอบพระคุณ อ.ดร.อภิสิทธิ์ อึ้งกิจจานุกิจ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ได้กรุณาแนะนำเรื่องราวของเอด้า เลิฟเลซแก่ผู้เขียน
เครดิตภาพ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่ / Admin POO (Tonan Asia Autotech)

วัดพระธาตุดอยสุเทพนี้เป็นปูชนียสถานคู่เมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว  นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่จังหวัดนี้มักจะต้องขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุกันทุกคน ถ้าหากใครไม่ได้ขึ้นไปนมัสการแล้ว ถือเสมือนว่ายังมาไม่ถึงเชียงใหม่
ตามประวัติแห่งดอยสุเทพนั้นมีอยู่ว่า เดิมภูเขาแห่งนี้เป็นที่อยู่ของฤาษีนามว่า “สุเทวะ” ซึ่งตรงกับคำว่า “สุเทพ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอยสูงแห่งนี้ โดยวัดพระธาตุดอยสุเทพนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ในสมัยของพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 6 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้ทรงอัญเชิญมาจากเมืองศรีสัชนาลัย
Wat-Phra-That-Doi-Suthep-172242
ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้ากือนาธรรมิกราชทรงแยกพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นสองส่วน โดยอัญเชิญองค์หนึ่งนำไปไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอก ส่วนอีกองค์หนึ่งได้อัญเชิญขึ้นบนหลังช้างมงคล โดยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชทรงตั้งจิตอธิษฐานเสี่ยงทายว่าหากช้างเชือกนั้นหยุดลงตรงที่ใดก็จะให้สร้างพระธาตุขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งช้างเชือกดังกล่าวได้มาหยุดลงตรงยอดดอยสุเทพแห่งนี้ โดยทำทักษิณาวรรตสามรอบก่อนที่จะล้มลง (ตาย) ดังนั้นพระเจ้ากือนาธรรมิกราชจึงทรงรับสั่งให้สร้างพระบรมธาตุอันเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุ ณ ยอดดอยสุเทพ อยู่คู่ฟ้าคู่ดินเชียงใหม่มานับแต่นั้น วัดพระธาตุดอยสุเทพตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ผู้ที่เดินทางมาสักการะที่วัดแห่งนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันไดนาคไป 300 ขั้น เพื่อไปยังวัด หรือใช้บริการรถกระเช้าขึ้น-ลงดอยสุเทพได้ ระหว่างเวลา 05.30-19.30 น.
งานประเพณีเตียวขึ้นดอยเพื่อสักการะพระธาตุดอยสุเทพจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีขึ้นก่อนหน้าวันวิสาขบูชา 1 คืน ในงานจะมีขบวนแห่น้ำสำหรับสรงพระธาตุโดยมีพระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนจากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมขบวนแห่ขึ้นดอยเป็นจำนวนมาก
IMG_0759
ความเชื่อและวิธีการบูชา  เชื่อกันว่าหากมาสักการะและอธิษฐานขอพรพระธาตุดอยสุเทพ จะมีแต่ความสำเร็จสมหวังดังปรารถนา แคล้วคลาด ผ่านอุปสรรคนานาไปได้ ในการสักการะพระธาตุนั้น ควรเตรียมข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียนแล้วเดินเวียนขวา 3 รอบ พร้อมกล่าวคำนมัสการพระธาตุ โดยตั้งจิตอธิษฐานขอให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา และควรไหว้พระธาตุให้ครบทั้ง 4 ทิศ ซึ่งให้อานิสงส์ที่ต่างกัน คือ ทิศเหนือขอให้มีปัญญาดุจพระจัทร์เพ็ญ ทิศใต้ ขอให้ได้เป็นพระภิกษุสงฆ์ได้บวชในบวรพุทธศาสนา ทิศตะวันออกขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ ทิศตะวันตกเป็นการเคารพบูชาสูงสุดต่อพระธาตุ สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อได้มานมัสการพระธาตุดอยสุเทพแล้ว ควรมากราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ที่ประดิษฐานอยู่ตรงเชิงดอยสุเทพเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย
ขอบคุณที่มา : http://www.สาระน่ารู้ดีดี.com