วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

Technical Room-007 : เหล็กฉาก (Solid Square)

ฉาก(Solid Square)
เป็นเครื่องมือสำหรับมุมฉากหรือลากเล้นฉากต่างๆ หรือจะใช้ตรวจความเรียบของผิว ฉากเป็นเครื่องมือทีมีคุณภาพสูง มักทำจากเหล็กเครื่องมือที่ผ่าน การชุบผิวแข็ง เจียระไนผิวเรียบหรือขัดผิว ทำให้ผิวของฉากเรียบ 
ใช้วัดงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ มีความเที่ยงตรงสูงทนทานต่อการสึกหรอ


ฉากประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. ใบฉาก(Blade) เป็นส่วนแบนมีลักษณะคล้ายบรรทัด ทำจากเหล็กชุบแข็งผ่านการเจียระไนผิวเรียบหรือขัดผิวเรียบ ขอบใบเรียบตรง และขนานกันตลอด
2. ฐานฉาก (Stock)เป็นส่วนฐาน หรือด้ามของฉากมีความหนามากกว่าใบฉาก ลักษณะเป็ฯแท่งขนานผิวเรียบประกบติดกับใบฉาก(Blade)ทำมุม 90 ดังภาพ
     ลักษณะของฉากมี 3 แบบใหญ่ๆ
แบบแรก
 ใบฉากปรับไม่ได้ ยึดติดตายตัว กับฐานฉาก
แบบที่สอง
 ใบฉากมีร่องเลื่อนอยู่ในรอยผ่าของฐานฉากและมีสกรูยึดใบฉากให้แน่นในตำแหน่ง ที่เลื่อนไปมาอยู่บนร่อง (ตามภาพลูกศร)
แบบที่สาม
 เป็นฉากที่ใบฉากปรับไม่ได้ และเป็นชิ้นเดียวกับฐานฉาก เรียกฉากชนิดนี้ว่า "ฉากแบน"

วิธีใช้ฉากวัดและตรวจสอบงาน ในลักษณะต่างๆ
1.เป็นลักษณะการจับฉากติดขอบงานแล้วขีดเส้น
2. เป็นการตรวจสอบชิ้นงานได้ฉาก หรือไม่ชอบที่จะต้องเรียบ ยกส่องดูกับแสงกรรณีที่งานขนาดเล็ก
3. งานขนาดใหญ่ไม่สามารถยกให้วางฉากกับผิวที่ต้องการวัด ใบฉากต้องได้มุม 90 ดังภาพด้วย
4. เป็นวิธีตรวจสอบฉากว่าได้มาตรฐานหรือไม่


วิธีตรวจผิวเรียบของงาน พร้อมๆกับงานได้ฉากหรือไม่ โดยสังเกตดูแสงที่ลอดออกมาใต้ใบฉากเล็กน้อย
เมื่อวางฉากบนผิวงานที่ตรวจแล้ว ต้องกดใบฉากให้แนบสนิทผิวงาน เป็นการตรวจสอบมุมฉากด้านนอก
ลักษณะการจับฉากตรวจสอบมุมภายใน หรือใช้ตรวจสอบงานขนาดใหญ่ไม่สามสรถงานขึ้น ตรวจสอบดูได้


การตรวจสอบผิวของงานทรงกระบอกภายนอกว่าได้ฉากกับหัวท้ายหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้โดยวางฉากและทรงกระบอกบนแท่นระดับ(Surface plate)

การใช้ฉากจับบนผิวงานแล้วใช้เหล็กขีด ขีดเส้นตามต้องการ
การใช้งานของฉากแบน สามารถใช้วัดความเรียบของผิวงานและวัดความฉากของชิ้นงาน ตลอดแท่งของชิ้นงาน การวัดให้วัดเป็นจุดๆ ห้ามลากฉากบนผิวชิ้นงาน ใช้วิธียกเคลื่อนที่ วางลงบนผิวชิ้นงาน เพื่อวัดในจุดใหม่

ที่มา:http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/192/measurement.pdf

สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา ที่นี่ค่ะ

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

Technical Room-006: Dial Gauge-1 (ไดอัลเกจ-นาฬิกาวัด1 )

Dial Gauge (นาฬิกาวัด)
นาฬิกา วัดเป็นเครื่องมือวัดที่อ่านค่าระยะทางการเคลื่อนที่ของแกนวัดด้วยเข็มซึ่ง ติดอยู่กับหน้าปัทม์โดยอ่านค่าความแตกต่างที่ได้จากการอ้างอิงค่ามาตรฐานใด ๆ ใช้วัดระดับความเป็นระนาบ ความขนาน ระยะเยื้องศูนย์ เช่นวัดเพื่อหาศูนย์ในงานกลึงได้ละเอียดมาก
8.1.1 ชนิดของนาฬิกาวัด (Type of Dial Gauge)
นาฬิกาวัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน พอที่จะจำแนกตามหลักการทำงานได้ 2 ชนิด คือ นาฬิกาวัดชนิดมาตรฐานและนาฬิกาวัดชนิดคาน
     นาฬิกาวัดชนิดมาตรฐาน (Standard Tyype)
ค่าความละเอียดของนาฬิกาวัดชนิดนี้ มีทั้งแบบ 0.01 มม. และ 0.001 มม. เมื่อหัวสัมผัสถูกดันขึ้นเข็มยาวของหน้าปัทม์จะหมุนตามเข็มนาฬิกา เมื่อเข็มยาวหมุนครบ 1 รอบ เข็มสั้นจะหมุนไป 1 ช่องสเกล เมื่อมองดูที่หน้าปัทม์ของเข็มสั้นจะทราบทันทีว่าเข็มยาวหมุนไปกี่รอบ
ภาพที่ 8.1 แสดงลักษณะของนาฬิกาวัดชนิดมาตรฐาน
8.1.2 ส่วนประกอบและหน้าที่ของนาฬิกาวัด
ภาพที่ 8.2 ส่วนประกอบของนาฬิกาวัดชนิดมาตรฐาน

ชื่อส่วนประกอบ
หน้าที่
1. หัววัด- เป็นตัวสัมผัสวัด หรือตรวจสอบชิ้นงานโดยตรง
2. แกนเลื่อน- เป็นตัวจับยึดหัววัด เมื่อหัววัดถูกดัน โดยผิวชิ้นงาน แกนเลื่อนขึ้น – ลง
3. เข็มยาว- บอกค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นงาน ภายหลังการสัมผัสชิ้นงานของหัววัด
4. เข็มวัดรอบ- บอกจำนวนรอบของเข็มว่าเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทางเท่าไร (มม.)
5. แผ่นสเกล- บอกค่าความละเอียด โดยแบ่งออกเป็น 100 ช่องเท่า ๆ กัน เมื่อเข็มยาวหมุนไป 1 รอบ จะอ่านค่าได้ 1 มม.
6. กรอบนอก- หมุนปรับให้จุดศูนย์ (ขีด 0) ของแผ่นสเกลตรงกับเข็มยาวพอดีเพื่อที่จะกำหนดจุดเริ่มต้นในการอ่านค่า หรือตรวจสอบชิ้นงานในขั้นตอนต่อไป
7. ขีดพิกัด- กำหนดค่าของพิกัดที่ยอมรับ หรือคลาดเคลื่อนจากค่าที่กำหนด
8. สกรูล็อค- ล็อคตำแหน่งสเกลของหน้าปัทม์
9. กระจกหน้าปัทม์- ป้องกันฝุ่น หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปทำความเสียหายให้อุปกรณ์ หรือ ส่วนประกอบอื่น ๆ
10. ตัวเรือน- ป้องกัน หรือครอบอุปกรณ์ (กลไกภายใน) ไม่ให้เกิดความเสียหาย
11. ก้าน- สำหรับจับยึดอุปกรณ์ (ขาตั้ง) ใช้ในการตรวจสอบ หรือวัดงาน

8.1.3 หลักการทำงานของนาฬิกาวัด
หลักการทำงานของนาฬิกาวัดชนิดมาตรฐาน
ภาพที่ 8.3 แสดงกลไกการทำงานของนาฬิกาวัดชนิดมาตรฐาน
การส่งผ่านการเคลื่อนที่ จากหัววัดไปยังเข็มยาว จะใช้กลไกของเฟืองเป็นตัวส่ง จากภาพที่ 8.3 เมื่อแกน S เคลื่อนที่ขึ้นลง เฟืองแรค (เฟืองสะพาน) ที่แกนจะดันให้เฟืองพิเนียนหมายเลข 1a นั้นหมุน เฟือง 1a จะมีแกนร่วมกับเฟืองหมายเลข 1b เฟือง 1b จะขบอยู่กับเฟืองพิเนียนหมายเลข 2c ซึ่งติดอยู่กับเข็มยาว หรือหน้าปัทม์
ระยะทางการเคลื่อนที่ของแกน และการเคลื่อนที่ของเข็ม สามารถกำหนดเป็นค่าคงที่ ที่ถูกต้องด้วย สัดส่วนจำนวนเฟือง และช่วงฟันของแรค (เฟืองสะพาน) ตัวอย่างเช่น เมื่อ S เคลื่อนที่ไป 1 มม. เข็มยาวจะหมุนไป 1 รอบ แล้วแบ่งสเกลออกเป็น 100 ช่องเท่ากันจะได้ความกว้างของช่องสเกลเป็น 0.01 มม.
นอกจากนี้เข็มสั้นจะติดอยู่กับฟันเฟือง 1b ดังนั้นเมื่อเข็มยาวหมุนไป 1 รอบ เข็มสั้นจะหมุนไป 1 ช่อง (1/10 รอบ) ถ้ากำหนดให้สัดส่วนจำนวนฟันระหว่างฟันเฟือง 1b และพิเนียนหมายเลข 2c เป็น 10:1
เพื่อป้องกันการถอยหลัง (Back Lash) ของฟันเฟือง เนื่องจากเฟืองแรค และพิเนียนนั้นจะมีช่วงถอยหลัง (การคลอนตัว) อยู่ จึงมีฟันเฟืองซึ่งมีขนาดและจำนวนฟันเฟืองเท่ากับฟันเฟืองหมายเลข 1 เรียกว่า ฟันเฟืองหมายเลข 2 ขบอยู่กับพิเนียน c แล้วมีสปริงก้นหอยติดอยู่เพื่อยันรับช่วงถอยหลังของฟันเฟืองทั้งหมดทำให้ หน้าฟันเฟืองทุกตัวสัมผัสกันเพียงด้านเดียวตลอดเวลา
8.1.4 นาฬิกาวัดชนิดคาน (Cantilever Principle Type)

ภาพที่ 8.4 แสดงส่วนประกอบของนาฬิกาวัดชนิดคาน

ชื่อส่วนประกอบ
หน้าที่
1. หัววัด- สัมผัสวัด หรือตรวจสอบโดยตรง
2. ร่องหางเหยี่ยว- เป็นร่องเพื่อประกอบกับแกนจับยึดในตำแหน่งต่าง ๆ
3. หน้าปัทม์- ตัวเรือนแสดงค่าวัด
4. ขีดสเกล- บอกค่าความละเอียด โดย 1 ช่องจะเท่ากับ 0.01 มม.
5. แกนจับยึด- ยึดกับขาตั้งนาฬิกาวัด
6. เข็มชี้- บอกค่าวัด
7. ตัวเรือน- เป็นโครงครอบกลไกภายในของนาฬิกาวัด

ภาพที่ 8.5 ทิศทางการหมุนของหัวสัมผัสวัดุ
หลักการทำงานของนาฬิกาวัดชนิดคาน

ภาพที่ 8.6 กลไกการทำงานนาฬิกาวัดชนิดคาน
จากภาพที่ 8.6 เมื่อหัววัดสัมผัสกับชิ้นงานจะเกิดการเคลื่อนที่ไปยังเฟืองรูปพัด ทำให้เฟืองรูปพัดขับเฟืองพิเนียนหมายเลข 1 ซึ่งจะมีแกนร่วมกับเฟืองกลมทำให้เฟืองกลมหมุนไปขับเฟืองพิเนียนหมายเลข 2 ทำให้เข็มหน้าปัทม์เกิดการเคลื่อนที่
นาฬิกาวัดชนิดคานจะมีสปริงก้นหอยที่รับช่วงถอยหลังของฟันเฟืองเช่นเดียวกับนาฬิกาวัดชนิดมาตรฐาน
8.1.5 การอ่านค่าจากการวัด

ภาพที่ 8.7 ส่วนประกอบในการอ่านค่าการวัด
การอ่านค่าบนหน้าปัทม์ของนาฬิกาวัด ภาพที่ 8.7 ให้อ่านจำนวนมิลลิเมตรด้วยเข็มวัดรอบก่อน แล้วอ่านจำนวนความละเอียด  0.01 มม.  ด้วยเข็มยาว โดยแผ่นสเกล 

เมื่อแกนวัดเคลื่อนที่ขึ้นให้อ่านค่าจากตัวเลขด้านนอกในทิศทางตามเข็มนาฬิกา แต่ถ้าแกนวัดเลื่อนเคลื่อนที่ลงให้ใช้ตัวเลขด้านในของหน้าปัทม์อ่านค่าในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา


ภาพที่ 8.8 ระยะการเคลื่อนที่ของเข็มในทิศทางตามเข็มนาฬิกา
- แกนวัดเคลื่อนที่ขึ้น อ่านค่าได้ในทิศทางบวกเมื่อเทียบกับตำแหน่งอ้างอิง จากภาพที่ 8.8
เข็มวัดรอบอ่านค่าได้ 1.00 มม.
ที่เข็มวัดละเอียด        0.01 มม.
อ่านค่าได้                  0.91  มม.
ค่ารวม                       1.91 มม.



ภาพที่ 8.9 ระยะการเคลื่อนที่ของเข็มในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา

แกนวัดเคลื่อนที่ลง อ่านค่าได้ในทิศทางลบเมื่อเทียบกับตำแหน่งอ้างอิง จากภาพที่ 8.9
เข็มวัดรอบอ่านค่าได้            1.00 มม.
ที่เข็มวัดละเอียดอ่านค่าได้   0.54 มม.
ค่ารวม                                1.54 มม. 



ที่มาจาก: http://www.bpcd.net/new_subject/industry/yungyut/metrology%20subject/unit%208/knowledge%20sheet.pdf


สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา ที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

มาตรฐานการสอบเทียบของสถาบันมาตรวิทยา

การสอบเทียบ  คือ กระบวนการในการตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือวัด ด้วยการเปรียบเทียบกับค่าที่อ่านได้จากเครื่องมือวัดกับค่าจริงของสิ่งที่ถูกวัด

องค์ประกอบของการสอบเทียบ
- ตัวมาตรฐานการวัด
- วิธีการวัด
- ผู้ปฏิบัติการ
- ห้องปฏิบัติการ
- สภาวะแวดล้อม


ห้องปฏิบัติการสอบเทียบมีกี่แบบ
-  ห้องปฏิบัติการสอบเทียบเฉพาะภายในหน่วยงาน  (Captive Laboratory)
    - เพื่อสนองความต้องการของระบบคุณภาพ / ลูกค้า
    - ประหยัดเวลา เพิ่มเวลาใช้งานของเครื่องมือ
    - ประหยัดค่าใช้จ่าย
    - มีความมั่นใจในคุณภาพ
    - มีระบบการปฏิบัติงานที่ไม่ยุ่งยาก
-  ห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ให้บริการแก่สาธารณะ (Public Laboratory)
    - ให้บริการสอบเทียบแก่สาธารณะ
    - มีทั้งที่ได้รับการ Accredited  และไม่ได้รับการ Accredited
    - มีบริการสอบเทียบ On-site
    - ระดับคุณภาพแตกต่างกัน

ขั้นตอนการเลือกห้องปฏิบัติการสอบเทียบ
1. ศึกษาข้อกำหนดในการสอบเทียบเครื่องมือวัดตาม ISO 9001 ข้อ 7.6 และ ISO/IEC 17025
2. จัดทำขอบเขตของความต้องการการสอบเทียบ
    - หน่วยวัด
        - พิสัย
        - ความไม่แน่นอน
        - ข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับเครื่องมือบางตัว
        - ช่วงระยะเวลาระหว่างการสอบเทียบ
        - วันที่สอบเทียบ และวันที่แล้วเสร็จ
3. จัดทำเอกสารการจัดจ้าง
เงื่อนไขทางการค้า
        - หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท
        - ใบรับรองระบบคุณภาพ ISO 17025
        - หลักฐานการประกันความเสียหาย
        - สำเนาคู่มือคุณภาพ
        - ตัวอย่างสำเนาใบรับรองการสอบเทียบ
        - ค่าบริการสอบเทียบ และเงื่อนไขการจ่ายเงิน
        - การให้บริการ On-site
    - เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา
เงื่อนไขทางเทคนิค
        - List ของเครื่องมือวัดที่ต้องการสอบเทียบ
        - Specifications
        - วันที่ต้องการสอบเทียบ และ วันที่แล้วเสร็จ

4. การพิจารณาข้อเสนอ
 ใช้ checklist
    1. ส่วนที่เป็นไปตามเงื่อนไขการจัดจ้าง
    2. ส่วนที่เป็นไปตามข้อกำหนดของ ISO 17025
    - จัดทำขึ้นเอง                           
        - ได้จาก Accreditation body
5.On - site Audit 
    - Audit ตาม check list
    - ดูสภาพห้องปฏิบัติการจริง
        - ทำความรู้จักกับผู้บริหารของห้องปฏิบัติการ
    - ประเมินความน่าเชื่อถือ
    กิจกรรมหลังการคัดเลือก
    - Monitor ผลงานของห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
    - On-site Audit ซ้ำเมื่อจำเป็น
    - ขึ้นทะเบียนเป็น Approved vendor list

วิธีดำเนินการสอบเทียบ
    วิธีดำเนินการสอบเทียบ
    - ต้องทำเป็นเอกสาร
    - ต้อง Validate
    - ต้องทันสมัย
    - มีให้ผู้ใช้งานตลอดเวลา
    - ต้องมีการควบคุม
    - ได้จากมาตรฐาน เช่น ISO, DIN, JIS, ASTM
    - ได้จากวิธีการที่จัดทำไว้แล้ว ตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ
    - ได้จากผู้ผลิต
    - ได้จากการฝึกอบรม
    สิ่งบ่งชี้สถานะการสอบเทียบ
    - สิ่งบ่งชี้เฉพาะของเครื่องมือวัด
    - วันที่สอบเทียบ
    - วันครบอายุการสอบเทียบ
    - สิ่งบ่งชี้ผู้ทำการสอบเทียบ
    - สิ่งบ่งชี้เฉพาะอื่นๆ (ถ้ามี)
    เอกสารในระบบสอบเทียบ
    - วิธีดำเนินการ
    - วิธีการสอบเทียบ
    วิธีดำเนินการ มีรายละเอียดของ 
    - วัตถุประสงค์
    - ขอบข่าย
    - คำจำกัดความ
    - เอกสารอ้างอิง
    - ความรับผิดชอบ
    - วิธีดำเนินการ
    - บันทึก
    วิธีการสอบเทียบ ขั้นตอนการเขียนวิธีการสอบเทียบ
    - ตรวจสอบ Specification ของเครื่องมือที่จะเขียน
    - เลือกวิธีการสอบเทียบ (Calibration Method)
    - เลือกเครื่องมือมาตรฐานที่เหมาะสม (Accuracy Ratio)
    - กำหนดเกณฑ์การยอมรับของผลการสอบเทียบ (Tolerance Limits)
    - เขียนวิธีดำเนินการ (Procedure)
    - ทวนสอบวิธีดำเนินการ (Verify Procedure)

การบริหารห้องปฏิบัติการสอบเทียบ

ห้องปฏิบัติการสอบเทียบ ปัจจัยหลักของห้องปฏิบัติการสอบเทียบ ได้แก่
ผู้ปฏิบัติงานสอบเทียบ
    - มีพื้นฐานการศึกษา ความรู้ และประสบการณ์
    - ได้รับการฝึกอบรมในกิจกรรมที่ปฏิบัติ
    - มีความสามารถในการ
      - ใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง
      - ปฏิบัติการสอบเทียบ
      - ประเมินและรายงานผล
    - มีบันทึกพื้นฐานการศึกษา การฝึกอบรม ไว้เป็นหลักฐาน
สถานที่และสภาวะแวดล้อม
    - สถานที่สำหรับอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน
      - พื้นที่ทำการสอบเทียบ
      - แสงสว่าง แหล่งจ่ายพลังงาน
      - ระบบควบคุมสภาวะแวดล้อม
    - สภาวะแวดล้อม
      - ต้องไม่รบกวนผลการสอบเทียบ จนเกินกว่าจะยอมรับได้
      - ได้รับการควบคุม เฝ้าระวัง และบันทึกอย่างมีประสิทธิภาพ
    ตัวอย่างสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อการวัด
      - อุณหภูมิ (Temperatute)
      - การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (Rate of Change of Temperature)
      - ความชื้น (Humidity)
      - ความดัน (Pressure)
      - การสั่นสะเทือน (Vibration)
      - การรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Interference)
วิธีการสอบเทียบ
    - จัดทำไว้เป็นเอกสาร
    - มีสาระเพื่อจะนำไปปฏิบัติได้ผลการสอบเทียบอย่างคงเส้นคงวา
    - แหล่งที่มาของวิธี
    - มีการประเมินความไม่แน่นอน (Uncertainty)
    - มีการ Validate ก่อนนำไปใช้งาน
    - รายละเอียดวิธีการสอบเทียบ
    - ชื่อ ชนิด ของเครื่องมือที่ทำการสอบเทียบ ผู้ผลิต
    - พิสัย ข้อจำกัดการใช้งาน
    - เกณฑ์ยอมรับ
    - ช่วงระยะเวลาในการสอบเทียบ
    - รายละเอียดเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้
      - ข้อควรปฏิบัติก่อนลงมือทำ
      - ขั้นตอนการสอบเทียบ
      - การบันทึก และรายงานผล
      - การประเมินความไม่แน่นอน
มาตรฐานการวัด
เป็นมาตรฐานที่ใช้ในกระบวนการสอบเทียบ
    - มีอัตราส่วนความถูกต้อง 3 ถึง 10 เท่า
    - มีพิสัย (Range) ครอบคลุม
    - มีความสามารถสอบกลับได้ (Traceability) ถึงมาตรฐานแห่งชาติ (National Standards)
    - มาตรฐานอ้างอิง (Reference Standards) คือ มาตรฐานที่มีคุณภาพทางมาตรวิทยาสูงสุดที่มีอยู่ ณ ที่ใช้งาน ซึ่งความถูกต้องของหน่วยวัดที่เกี่ยวข้องทั้งหลายภายในหน่วยงานนั้น สามารถอ้างอิงได้จากมาตรฐานนี้
    - มาตรฐานใช้งาน (Working Standards) คือ มาตรฐานการวัดที่ได้รับการถ่ายทอดความถูกต้องจากมาตรฐานอ้างอิง ใช้สำหรับการสอบเทียบเครื่องมือวัดอื่นๆ ในหน่วยงานนั้น
    - มาตรฐานอ้างอิงของการวัดที่มีความถูกต้องสูงสุด มีไว้ในห้องปฏิบัติการ
    - มีไว้สำหรับการสอบเทียบเท่านั้น
    - ต้องกำหนดแผนการสอบเทียบ
    - ส่งไปสอบเทียบยังหน่วยงานที่สามารถให้ "ความสามารถสอบกลับได้" ของการวัดไปยังมาตรฐานแห่งชาติ หรือมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ
    - ใบรับรองการสอบเทียบ ต้องระบุผลการวัด ความไม่แน่นอนของการวัด และความสามารถสอบกลับได้
บันทึกการสอบเทียบ และการรายงานผล
    - บันทึก
          - ค่าที่อ่านได้ การคำนวณ การส่งต่อข้อมูล การรายงานผลในใบรับรองผลการสอบเทียบ
          - มีรายละเอียดเพียงพอให้สามารถตรวจสอบได้
          - เก็บไว้เป็นหลักฐาน
          - ใช้เป็นข้อมูลในการยืดหรือขยายช่วงระยะเวลาในการสอบเทียบ
รายละเอียดในบันทึกการสอบเทียบ
        - ชื่อ หมายเลขเครื่องมือที่ทำการสอบเทียบ ผู้ผลิต
        - วันที่ทำการสอบเทียบ
        - ช่วงระยะเวลาในการสอบเทียบ
        - สภาวะแวดล้อม
        - ผู้ทำการสอบเทียบ ผู้ตรวจสอบ
        - อ้างถึงวิธีการสอบเทียบ
        - รายละเอียดของมาตรฐานที่ใช้
        - ผลการสอบเทียบ
        - ความไม่แน่นอน
การรายงานผล
    - กรณีสอบเทียบเครื่องมือภายในบริษัท ไม่ต้องออกใบรายงานผล
    - กรณีสอบเทียบเครื่องมือให้ลูกค้าภายนอก ต้องออกใบรายงานผล และเก็บรักษาบันทึกการสอบเทียบ พร้อมสำเนาใบรายงานผลไว้ที่ห้องปฏิบัติการ
         รายละเอียดในใบรายงานผล
        - หัวเรื่อง "รายงานผลการสอบเทียบ"
        - ชื่อ ที่อยู่ ห้องปฏิบัติการ
        - รายละเอียดเครื่องมือที่ทำการสอบเทียบ ผู้ผลิต รุ่น หมายเลขเครื่อง
        - ชื่อ ที่อยู่ ของลูกค้า
        - หมายเลขใบรายงานผล หน้าในจำนวนทั้งหมด
        - ระบุวิธีการสอบเทียบที่ใช้
        - ผลการสอบเทียบ พร้อมความไม่แน่นอน
        - วันที่ทำการสอบเทียบ
        - สภาวะแวดล้อม
        - รายละเอียดของมาตรฐานที่ใช้พร้อมความสอบกลับได้
        - ลายมือชื่อผู้รับผิดชอบรายงาน
ระบบคุณภาพ
       ระบบบริหารงานห้องปฏิบัติการสอบเทียบ
    - ISO 9001  Quality System
    - ISO/IEC 17025  General requirements for the competence of calibration and testing laborator

ขอบคุณที่มา: สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา ที่นี่

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

Technical Room-005: วิธีการใช้งานและการตั้งค่า Analog Bore Gauge

วิธีการใช้งานและการตั้งค่า  Analog Bore Gauge
ส่วนประกอบของเครื่องมือ
 



วิธีการอ่านค่า
เครื่อง Analog bore Gauge ทุกรุ่นจะมีค่าความละเอียดอยู่ที่ 0.005 มม. ที่แกน Sleeve จะมีค่าบอกระยะ และที่แกนหมุน Thimble 1 รอบจะมีค่าเท่ากับ 0.5 มม. ดังนั้นการอ่านค่าให้เริ่มอ่านค่าจากแกน sleeve ให้ใกล้เส้นที่แสดงหน่วย มม.ก่อนจากนั้นให้เอาค่าที่อ่านได้ไปรวมกับค่าละเอียดที่อยู่บนแกน Thimble
ตามรูปตัวอย่างด้านล่างนี้ จะสามารถอ่านค่าได้ 16.015 มม.




การตั้งค่าเครื่องใหม่
เมื่อเครื่องมือเริ่มมีอาการอ่านค่าไม่เที่ยงตรงเหมือนเดิมเราสามารถทำการตั้งค่าเครื่องใหม่ได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. นำเครื่องมือมาเสียบไว้ในวงแหวนสำหรับตั้งค่า จากนั้นทำการหมุน Ratchet เพื่อให้ bore gauge 
      แน่นตึงกับวงแหวนพอดี
2.     ล็อค Spindle โดยการขันสกรูที่ตรงรูของ Grip-ring
3.     ถอด Ratchet controller โดยการคลายสกรูที่ปลาย Ratchet controller ออก
4.     สามารถปรับ Thimble ให้ตรงตามวงแหวนตั้งค่า
5.     จากนั้นให้ใส่ Ratchet control กลับและขันสกรูให้แน่นเมือนเดิม
6.     ทำการตรวจวัดค่ากับวงแหวนตั้งค่าอีกครังว่าค่าที่ตั้งใหม่มีความถูกต้องแม่นยำหรือไม่

การปรับแต่ง Taper Nut



1.    ถอดชุด Thimble & Spindle ออกตามรูป
2.    เสียบประแจเข้าไปในช่องของ Taper Nut ทองเหลือง
3.    หมุนปรับ Taper nut เพียงเล็กน้อยเพื่อชดเชยค่าที่ผิดเพี้ยนไป
4.    ประกอบส่วน Thimble & Spindle คืนแล้วทำการตรวจค่าอีกครั้ง


สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา ที่นี่


Technical Room-004: การวัดและการทดสอบความแข็งของ Brinell Hardness tester

Brinell Hardness tester
เป็นวิธีการวัดความแข็งแบบกด(Indentation Method) ที่เก่าแก่ที่วัสดุวิธีหนึ่งและยังคงได้รับคงามนิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน
ถูกคิดค้นโดยDr.John August Brinell ชาวสวีเดน
ในปีค.ศ. 1900 Brinell hardness test ใช้หลักการออกแรงกดผ่านหัวกดรูปทรงกลม(Ball Indenter)ด้วยแรงที่กำหนดไว้ ผลการวัดความแข็ง Brinell ได้จากผลหารของแรงกดในหน่วยกิโลกรัม(kgf)
ด้วยพื้นที่ผิวที่ถูกกดด้วย Ball Indenter ในหน่วยของตารางมิลลิเมตร(mm.2)ซึ่งถูกวัดทางอ้อมโดยคำนวณจากเส้นผ่านศูนย์กลางของหลุมที่ถูกกดหลังถอนแรงกดแล้ว



การเลือกขนาดแรงกดและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหัวกดนี้ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่สำคัญตัวหนึ่ง คืออัตราส่วนแรงกด-เส้นผ่านศูนย์กลาง(Force-diameter ratio)มีค่าดังนี้
แรงกดและขนาดเล้นผ่านศูนย์กลางของหัวกดจะต้องอยู่ใน1-30N/mm2 เพื่อไม่ให้หัวกดเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือเสียหายได้ และขณะหัวกดยังคงรูปทรงกลมอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ตลอดจนผลการวัดความแข็งของ Brinell hardness ในวัสดุเดียวกันจะให้ค่าความแข็งเปลี่ยนแปลงตามแรงกด แต่จะให้ค่าผลการวัดที่สอดคล้องกัน ถ้าใช้ค่าอัตราส่วนแรงกด-เส้นผ่านศูนย์กลาง(Force-diameter ratio)ที่เท่ากันดังตัวอย่างรูปที่แสดง
ISO 6506 กำหนดให้เลือกค่า Force-diametr ratio ให้สอดคล้องกับวัสดุที่ทำการทดสอบ และความแข็งที่ปรากฎ
พิสัยการวัดความแข็งของ Brinell hardness

ที่มา: นายทัศนัย แสนพลพัฒน์(หัวหน้าห้องปฎิบัติการความแข็ง,แรงบิด ฝ่ายมาตรวิทยาเชิงกล)

สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา ที่นี่

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

Technical Room-003: การทดสอบความแข็งแบบ Brinell Hardness Test (HB)

Brinell Hardness Test (HB)

เป็นการวัดความแข็งโดยอาศัยแรงกดคงที่กระทำกับลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งลงบนผิวชิ้นงานทดสอบ  ค่าความแข็งจะคำนวณจากแรงกดที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิว โดยพื้นที่ผิวมีลักษณะเป็นผิวโค้ง  ดังนั้นสามารถคำนวณค่าความแข็งได้ตามสูตร ดังนี้

HB = 

โดยที่              HB  คือ  ค่าความแข็งแบบ Brinell (kgf/mm2)

                        P   คือ  แรงกด (kgf)

                        D   คือ  เส้นผ่านศูนย์กลางของลูกบอลเหล็กกล้า (mm.)

                        d   คือ  เส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกด (mm.)



รูปที่ 1 : การทดสอบแบบ Brinell

แรงกดสำหรับการทดสอบจะอยู่ในช่วง 500-3000 kgf และลูกบอลเหล็กกล้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0 - 10 มม. โดยใช้ระยะเวลาในการกดประมาณ 10-15 วินาที สำหรับเหล็กหรือเหล็กกล้า  และ 30 วินาทีสำหรับโลหะนิ่ม (เช่น ตะกั่ว  ดีบุก เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโลหะมีความแข็งที่แตกต่างกัน หากโลหะที่ทดสอบนิ่มและใช้แรงกดมาก จะมีผลทำให้ระยะที่หัวกดจมลงไปลึกมาก จนอาจเกินกว่าครึ่งลูก ซึ่งจะมีผลต่อการคำนวณค่าความแข็งผิดพลาดได้ หรือหากเลือกแรงกดน้อยไปเมื่อเทียบกับขนาดของลูกบอลเหล็กกล้าก็จะทำให้การแปลผลทำได้ไม่แม่นยำเช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้แรงกด และขนาดลูกบอลจะแตกต่างกันไปด้วย เพื่อป้องกันข้อบกพร่องที่จะพบได้ในการทดสอบด้วยวิธีนี้   เราสามารถพิจารณาได้จากอัตราส่วน P/D2 ดังต่อไปนี้


โลหะ
ค่าความแข็งโดยประมาณ (HB)
อัตราส่วน P/D2
เหล็กกล้าและเหล็กหล่อ
มากกว่า 100
30
ทองแดง, ทองแดงผสม, อะลูมิเนียมผสม
30-200
10
อะลูมิเนียม
15-100
5
ดีบุก, ดีบุกผสม, ตะกั่ว, ตะกั่วผสม
3-20
1


รูปที่ 2 : ลักษณะการทดสอบแบบ Brinell ที่ไม่ถูกต้อง


สำหรับการทดสอบเหล็กกล้าชุบแข็ง หรือโลหะที่มีความแข็งสูงมากๆ จะไม่สามารถทดสอบด้วยลูกบอลเหล็กกล้าชุบแช็งได้  จะต้องใช้ลูกบอลทังสเตนคาร์ไบด์ขนาด 2.45 มม. แทนซึ่งจะใช้สำหรับทดสอบวัสดุที่แข็งตั้งแต่ 444 ถึง 627 HB

                ข้อควรระวังสำหรับการวัดความแข็งด้วยวิธีนี้ ได้แก่

- ผิวของชิ้นงานทดสอบต้องเรียบ เพื่อให้ได้ค่าเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกดที่แน่นอน  และที่ผิวของชิ้นงานทดสอบต้องไม่มี oxide scale หรือสิ่งแปลกปลอม   นอกจากนี้การเตรียมผิวต้องระวังอย่างมาก โดยหลีกเลี่ยงกรรมวิธีร้อน (heating) และกรรมวิธีเย็น (cold working)

- ต้องระวังตำแหน่งการทดสอบโดยให้ระยะหัวกดอยู่ห่างจากขอบแต่ละด้านของชิ้นงานอย่างน้อย  3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกบอล   ระยะห่างของแต่ละรอยกดห่างกันอย่างน้อย 3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกบอล   และชิ้นงานต้องมีความหนาอย่างน้อย 8 เท่าของความลึกของการกด

                - ควรวัดเส้นผ่านศูนย์กลางรอยกด 2 ครั้งในแนวตั้งฉากกัน  แล้วหาค่าเฉลี่ยเพื่อนำไปคำนวณหาความแข็งต่อไป

                การวัดความแข็งแบบ Brinell มีข้อดี คือ ในการกด 1 ครั้งจะครอบคลุมหลายๆ เฟสของชิ้นงาน ทำให้ได้ค่าความแข็งที่สม่ำเสมอ  ซึ่งหากวัดด้วยวิธีที่ใช้หัวกดขนาดเล็กมาก อาจทำให้วัดได้เพียงเฟสเดียว ทำให้ค่าความแข็งที่ได้  ไม่ได้เป็นค่าที่แสดงถึงความแข็งของทั้งวัสดุนั้น   แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้ คือ ชิ้นงานต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะวัดกับหัวกดได้ และไม่ควรวัดกับชิ้นงานที่มีรัศมีผิวโค้งน้อยกว่า 1 นิ้ว

ขอบคุณที่มา: http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/iron1/index5.htm
สนใจเครื่องวัดความแข็ง : http://www.tonanasia.net

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

Technical Room-002: การทดสอบความแข็ง (Hardness test) แบบ Vickers Hardness Test

Vickers Hardness Test เป็นการวัดความแข็งโดยใช้หัวกดเพชรมีลักษณะเป็นปิรามิดฐานสี่เหลี่ยม ที่ปลายหัวกดทำมุม 136? (เป็นมุมที่มีองศาใกล้เคียงกับหัวกดลักษณะกลมมากที่สุด) เป็นเวลา 10-15 วินาที ค่าความแข็งจะคำนวณจากแรงกดที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวเช่นเดียวกับการทดสอบแบบ Brinell แต่วิธีนี้หัวกดเป็นเพชรซึ่งมีความแข็งสูงมากๆ   ดังนั้นในการใช้งานจึงสามารถวัดค่าความแข็งได้ตั้งแต่โลหะที่นิ่มมาก (HV ประมาณ 5) จนถึงโลหะที่แข็งมากๆ (VHN ประมาณ 1500) โดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวกด  จะเปลี่ยนก็เฉพาะแรงกดเท่านั้น โดยมีตั้งแต่ 1-120 kgf ขึ้นอยู่กับความแข็งของโลหะที่ทดสอบ  ซึ่งทำให้วิธีนี้มีข้อได้เปรียบกว่า Brinell คือ ไม่ต้องคำนึงถึงอัตราส่วน P/D2  และข้อจำกัดในด้านความหนาของชิ้นงานทดสองเนื่องจากหัวกดเพชรมีขนาดเล็กมาก



HV = 

โดยที่              HV คือ  ค่าความแข็งแบบ Vicker (kgf/mm2)

                        P   คือ  แรงกด (kgf)

                        d   คือ  ขนาดเส้นทะแยงมุม d1 และ d2 เฉลี่ย (mm.)


รูปที่ 3 : ลักษณะรอยกดจากหัวเพชรของ Vickers Hardness Test

                ข้อควรระวังสำหรับการวัดความแข็งด้วยวิธีนี้ ได้แก่

-          การเลือกใช้น้ำหนักกดมีผลต่อความแข็งด้วย คือ ถ้าเลือกน้ำหนักน้อยเกินไป จะได้ค่าความแข็งที่ผิด แต่ถ้าชิ้นงานนิ่มและใช้น้ำหนักกดมากเกินไป   อาจทำให้เกิดปัญหากับหัวกดเพชรตอนคลายหัวกดได้

-          ผิวของชิ้นงานทดสอบต้องไม่มี oxide scale หรือสิ่งแปลกปลอม  การเตรียมผิวของชิ้นทดสอบต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก  และหลีกเลี่ยงกรรมวิธีร้อน (heating) หรือกรรมวิธีเย็น (cold working)

-          ไม่ควรวัดความแข็งในบริเวณที่ใกล้กับตำแหน่งเดิม โดยควรเว้นระยะห่างไว้ไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของเส้นทแยงมุมรอยกด ทั้งตามแนวแกน x และ y

-          ความหนาของชิ้นงานทดสอบควรมากกว่าอย่างน้อย 1.5 เท่าของเส้นทแยงมุมของรอยกด  และหลังจากการทดสอบวัดความแข็ง ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เห็นทางด้านหลัง (อีกด้านหนึ่ง) ของชิ้นงานทดสอบ

-          การอ่านค่าความยาวเส้นทแยงมุม จะขึ้นกับสายตาของแต่ละคน ดังนั้นควรให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้อ่านค่า

วิธีทดสอบนี้ไม่เป็นที่นิยมในการใช้งานสำหรับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากข้อจำกัดที่ทดสอบได้ช้า  ต้องมีเตรียมผิวที่ดี เพื่อให้ได้ค่าเส้นทแยงมุมของรอยกดที่แน่นอน  และมีโอกาสผิดพลาดในการวัดระยะเส้นผ่านศูนย์กลางได้

ขอบคุณที่มา: http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/iron1/index5.htm
สนใจผลิตภัณฑ์ : http://www.tonanasia.net