การล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์มาจากภาษาอังกฤษคือคำว่า Holocaust ซึ่งมารากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ Holokauston ซึ่งแปลว่า สิ่งบูชาต่อพระเจ้าที่ถูกเผาอย่างหมดสิ้น ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่แพร่หลายในสมัยกรีกโรมัน หรือของยิวเอง ต่อมาในกลางศตวรรษที่ 19 คำๆ ก็เปลี่ยนความหมายเป็น ความหายนะหรือ การสังหารหมู่ ความหมายอันสมบูรณ์ของคำว่า Holocaust ก็คือ "ความพยายามที่ถูกวางแผนอย่างรัดกุมและตั้งใจที่จะกำจัดกลุ่มทางเชื้อชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้หมดไปจากโลก" (An intentional and meticulously planned attempt to entirely eradicate the target groups based on ethnicity)
คำสัญญาว่าจะกำจัดชาวยิว (และคอมมิวนิสต์)เป็นสิ่งที่ทำให้ฮิตเลอร์ได้ขึ้นครองอำนาจ เพราะเยอรมันได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเพราะพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและยังต้องเสียค่าปฏิกรณ์สงครามเป็นจำนวนมาก ฮิตเลอร์จึงคิดหาแพะรับบาป (Scape Goat) ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์อันไม่น่าชื่นชมเหล่านั้นเพื่อแรงสนับสนุนจากชาวเยอรมัน นั่นคือพวกนายทุนชาวยิวเป็นผู้ขูดรีดขูดเนื้อชาวเยอรมัน ประกอบกับกระแสต่อต้านยิว (Anti-semiticหรือ Anti-jews) ซึ่งกำลังมาแรงในยุโรปอันสืบเนื่องมาจากการเห็นซับซ้อนว่าพวกยิวยังเป็นพวกบอล เชวิคที่นำโดยเลนินเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัสเซียมาเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 1917 (เพราะชาวยุโรปกลัวคอมมิวนิสต์)
ฮิตเลอร์ยังได้รับการสนับสนุนจากพวกนายทุนชาวเยอรมันที่ต้องการริบเอาทรัพย์สินของพวกนายทุนยิวมาเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นที่ประหลาดใจว่าชาวยิวเยอรมันจะถูกสาป (doomed to death) ตั้งแต่ฮิตเลอร์เริ่มได้รับการ Heil Hitler !! จากคนเยอรมันคนแรกแล้ว
Kristallnacht หรือ Night of the broken glass ถือได้ว่าเป็นการเปิดขวดยาพิษของพวกนาซีให้ชาวยิวได้ดื่มกินกัน นั่นคือแผนการโจมตีอย่างรุนแรงของนาซีที่มีต่อชาวยิวในเยอรมันและออสเตรีย ในคืนวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 (จนไปถึงเช้าของอีกวัน) เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นปฐมบทแห่งการล้างเผ่าพันธุ์ยิวเลยก็ว่าได้
การพาพวกยิวซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เข้าค่ายกักกันจะมีกรรมวิธีค่อยเป็นค่อยไป ในตอนแรกทางการเยอรมันก็จะออกกฏหมายจำกัดสิทธิของพวกยิวก่อน ไม่ว่าการรับการแบ่งปันอาหารอันน้อยนิด หรือการกำหนดพื้นที่ในการสัญจรของชาวยิวแต่ละคน (ซึ่งจะเหมือนกันทุกประเทศที่เยอรมันเข้าไปยึดครอง) ดังในเรื่อง The Pianist ที่ทางการเยอรมันให้พวกยิวใส่ปลอกแขนเป็นรูปดาวน้ำเงินของ เดวิด (The blue star of David)เป็นรูปหกแฉก เพื่อแยกชาวยิวออกจากคนเชื้อสายอื่น จากนั้นก็ห้ามคนยิวเข้าไปที่ร้านอาหารหรือโรงมโหรสพต่างๆ (รวมไปถึงสุนัข) หรือแม้แต่ห้ามเดินบนฟุตบาต จากนั้นก็ขยับไปอีกระดับหนึ่งคือการกวาดต้อนชาวยิวเข้าไปในที่แคบๆอันมีชื่อว่า Ghetto เพื่อรอการตัดสินใจอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเยอรมันว่าจะทำอย่างไรดี (จะฆ่าทันทีหรือว่าใช้งานเยี่ยงทาสเสียก่อน)
พวกเยอรมันหาวิธีการฆ่าอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดวัสดุ อุปกรณ์ อยู่หลายปีดีดัก ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าพวกเดียวกันเองที่พิการทางสมองหรือร่างกายหรือปรปักษ์ทางการเมืองรวมไปถึงพวกยิวรุ่นแรกๆ เช่นให้เหยื่อยืนเรียงแถวกันแล้วใช้ยิงปืนนัดเดียวเพื่อให้กระสุนทะลุคนข้างหน้าไปโดนคนข้างหลัง วิธีนี้ได้ผลพอใช้ (ดังจะดูได้ในหนังเรื่อง Schindler's list ที่ออสก้ากับเพื่อนหญิงขี่ม้าไปพบกับการสังหารหมู่ชาวยิวโดยบังเอิญจึงทำให้เขาสงสารและหาทางช่วยเหลือชาวยิว) นอกจากนี้พวกนาซียังหันมาใช้ระเบิด Dynamite แต่ไม่ค่อยมีคนตาย ส่วนใหญ่จะแขนขาด ขาขาดจนต้องเก็บตกโดยใช้ปืนกลยิงซ้ำ (เปลืองกระสุนอีกแล้ว) หรือให้ชาวยิวเข้าห้องแล้วอัดควันไอเสียให้คนเหล่านั้นสำลักตาย (วิธีนี้เป็นวิธีเดียวกับที่คนญี่ปุ่นในปัจจุบันชอบใช้ฆ่าตัวตาย) ก็ไม่ค่อยได้ผลเพราะใช้เวลานานเกินไป และต้องใช้รถบรรทุกคันใหญ่ๆ
จำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นที่ถกเถียงกันแต่พอจะคาดคะเนจำนวนได้ดังต่อไปนี้
พวกยิวประมาณ 5.1?6.0 ล้านคน รวมถึงพวกยิวที่มีเชื้อสายโปแลนด์ 3.0?3.5 ล้านศพ
ที่มา : http://www.gracezone.org/index.php/other-knowlage-christian/241-2009-01-21-16-56-13
เรียบเรียงโดย SD / Tonan Asia Autotech
แหล่งรวมสินค้า อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดขนาดเล็ก เครื่องมือทดสอบขนาดใหญ่ สินค้าที่ใช้ในโรงงาน พร้อมทั้ง อลูมิเนียมโปรไฟล์ อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่นโคมไฟแว่นขยาย และอื่นๆอีกมากมาย
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
7 วิธีปฏิบัติ หายจากโรคแพ้อากาศ
7 วิธีปฏิบัติ
หายจากโรคแพ้อากาศ
เรียบเรียงข้อมูลโดย Admin sl
มลภาวะทางอากาศ
ที่มีสารปนเปื้อน อย่างฝุ่นละออง ควันพิษ และนานามลพิษ คนเมืองทั้งหลายส่วนใหญ่
จึงเริ่มเป็นภูมิแพ้ ชนิด แพ้อากาศกันมากขึ้น...
ปัจจุบันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผังเมืองเอย
การพัฒนาระบบคมนาคม การก่อร่างสร้างตึก คอนโด อาคารต่างๆ มีแทบทุกเส้นทาง
และดำเนินการกันแทบทุกวัน และการก่อสร้างเหล่านี้ ก็นำมาสู่มลภาวะทางอากาศ
ที่มีสารปนเปื้อน อย่างฝุ่นละออง ควันพิษ และนานามลพิษ คนเมืองทั้งหลายส่วนใหญ่
จึงเริ่มเป็นภูมิแพ้ ชนิด แพ้อากาศกันมากขึ้น
อาการจาม
น้ำมูกไหล คัดจมูก มีเสมหะ ระคายคอ ไอเรื้อรัง นาน1-2เดือน อาการเหล่านี้ ฟันธงว่าเป็นโรคแพ้อากาศแน่นอน
ซึ่งถ้าใครมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเช็คว่าเป็นหนักแค่ไหน
ไม่เช่นเน้นอาจจะเรื้อรัง
โรคแพ้อากาศนี้
หลายคนอาจคิดว่า เป็นแค่เบาะๆ แค่เลี่ยงฝุ่นก็คงหาย แต่ที่จริงแล้วไม่…
เพราะการที่เป็นโรคแพ้อากาศแล้วไม่ยอมรักษา หรือรักษาไม่ถูกต้อง
ก็อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงจมูก
ซึ่งโรคเหล่านี้อาจจำต้องผ่าตัดให้ต้องเจ็บตัวได้ในภายหลัง เสียเวลา
และสิ้นเปลืองเงินอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นแล้ว
เราจึงมีวิธีปฏิบัติของคนที่แพ้อากาศมาฝาก เพื่อรักษาให้ถูกวิธี
1.
หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
ปฏิบัติที่ดีที่สุด และจำไว้ว่าต้องเคร่งครัด อย่างคนที่แพ้ฝุ่นในอากาศ ก็ต้องเลี่ยงฝุ่น ไม่ว่าจะทั้งนอกบ้าน และในบ้าน
สำหรับในบ้าน หากมีผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ ก็ไม่ควรปูพรม หรือมีสิ่งของในบ้านมากเกินไป เพราะจะเป็นตัวเก็บฝุ่น อีกทั้งทำความสะอาดยาก
ปฏิบัติที่ดีที่สุด และจำไว้ว่าต้องเคร่งครัด อย่างคนที่แพ้ฝุ่นในอากาศ ก็ต้องเลี่ยงฝุ่น ไม่ว่าจะทั้งนอกบ้าน และในบ้าน
สำหรับในบ้าน หากมีผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ ก็ไม่ควรปูพรม หรือมีสิ่งของในบ้านมากเกินไป เพราะจะเป็นตัวเก็บฝุ่น อีกทั้งทำความสะอาดยาก
ทั้งนี้ควรทำความสะอาดบ้าน
โดยเฉพาะห้องนอนเป็นประจำทุกวัน โดยวิธีหาผ้าที่ซับฝุ่น ชุบน้ำหมาดๆ
ลูบตามพื้นและผนัง รวมถึงเปิดกระจก ผ้าม่าน ให้แสงเข้า และอากาศถ่ายเทได้ดี
ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอนควรซักเปลี่ยนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2
ครั้ง หรือหมั่นนำมาตากแดด
2.
หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง
น้ำหอมกลิ่นแรงๆ สเปรย์ต่างๆ ควันธูป ควันบุหรี่ ควันรถ ล้วนเป็นสารระคายเคือง ที่มีส่วนทำให้อาการแพ้อากาศเป็นหนักขึ้นได้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด รวมถึงเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นอย่างเฉียบพลัน เพราะจะทำให้โรคกำเริบได้
น้ำหอมกลิ่นแรงๆ สเปรย์ต่างๆ ควันธูป ควันบุหรี่ ควันรถ ล้วนเป็นสารระคายเคือง ที่มีส่วนทำให้อาการแพ้อากาศเป็นหนักขึ้นได้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด รวมถึงเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นอย่างเฉียบพลัน เพราะจะทำให้โรคกำเริบได้
ทางปฏิบัตินอกในการเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศแบบเฉียบพลัน
คือ หากเพิ่งเดินผ่านที่อากาศร้อนจัดๆ
จะต้องยืนพักในที่ร่มก่อนเข้าไปในบริเวณห้องแอร์ที่หนาวมากๆ
เพื่อให้ร่างกายและจมูกปรับสภาพ จะทำให้อาการของโรคลดลงได้
3.
ออกกำลังกาย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการออกกำลังจะบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ให้ค่อยๆ หายได้ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพกายดี แถมสุขภาพจิต ก็ยังดีตามอีกด้วย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการออกกำลังจะบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ให้ค่อยๆ หายได้ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพกายดี แถมสุขภาพจิต ก็ยังดีตามอีกด้วย
วิธีปฏบัติที่ถูกต้องคือ
ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพอเหมาะ ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป
ก้จะสร้างภูมิคุ้นกันให้กับร่างกายได้อีกทางหนึ่ง
4.
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
อาหารที่มีประโยชน์ นอกจากจะดีต่อร่างกาย ยังเป็นภูมิคุ้มกันให้กับโรคได้ โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน ผัก และผลไม้ ยิ่งทางยิ่งดีต่อสุขภาพ
อาหารที่มีประโยชน์ นอกจากจะดีต่อร่างกาย ยังเป็นภูมิคุ้มกันให้กับโรคได้ โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน ผัก และผลไม้ ยิ่งทางยิ่งดีต่อสุขภาพ
5.
นอนหลับพักผ่อน
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือยารักษาโรคตัวหนึ่งที่คนมักมองข้าม คนเราในหนึ่งวันใช้พลังงานในร่างกายแบบหักโหมทำงาน กันแทบทั้งวัน ร่างกายก็ต้องการการชาร์จแบต ห่างร่างกายอ่อนเพลีย ขาดการพักผ่อน ก็เหมือนเป็นการเปิดช่องให้โรคเข้ามาย่างกรายได้ เพราะฉะนั้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมงนี้ ได้ผลดี กับคนทุกคนเลยทีเดียว
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือยารักษาโรคตัวหนึ่งที่คนมักมองข้าม คนเราในหนึ่งวันใช้พลังงานในร่างกายแบบหักโหมทำงาน กันแทบทั้งวัน ร่างกายก็ต้องการการชาร์จแบต ห่างร่างกายอ่อนเพลีย ขาดการพักผ่อน ก็เหมือนเป็นการเปิดช่องให้โรคเข้ามาย่างกรายได้ เพราะฉะนั้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมงนี้ ได้ผลดี กับคนทุกคนเลยทีเดียว
6.
ใช้ยาตามแพทย์สั่ง
สำหรับผู้ป่วยที่แพ้อากาศควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย และจ่ายยา แพทย์จะวินิจฉัยอาการและรักษาตามแต่บุคคลได้ดีกว่าตัวเราเองเสมอ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อจมูกได้
สำหรับผู้ป่วยที่แพ้อากาศควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย และจ่ายยา แพทย์จะวินิจฉัยอาการและรักษาตามแต่บุคคลได้ดีกว่าตัวเราเองเสมอ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อจมูกได้
ทั้งนี้
เมื่อรักษาแล้วแพทย์ก็จะจ่ายยาให้ ให้เราเคร่งครัดในการทานยา หรือใช้ยาให้มากๆ
7.
มาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง
ผู้ป่วยที่ต้องรักษาโดยวิธีฉีดยากระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยมาตรวจครงตามที่นัด จะทำให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น
ผู้ป่วยที่ต้องรักษาโดยวิธีฉีดยากระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยมาตรวจครงตามที่นัด จะทำให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น
ที่มาข้อมูล
:
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
10 อันดับ ถนนเสี่ยงตาย ท้าทายทุกหัวโค้ง / เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
10 อันดับ ถนนเสี่ยงตาย ท้าทายทุกหัวโค้ง
ใกล้ถึงวันหยุดเมื่อไหร่ หลายครอบครัวคงวางแผนไปเที่ยวตามที่ต่างๆ กันใช่ไหมล่ะครับ และการศึกษาเส้นทางก่อนจะไปถึงที่หมายก็เป็นเรื่องที่พลขับทุกคนพึงกระทำเป็นแน่แท้ หากคุณยังหวังจะมีชีวิตอยู่ โปรดหลีกเลี่ยง! การสัญจรยังถนนเส้นต่อไปนี้ ที่แสนจะโหดหิน เสี่ยงภัยเป็นที่สุด จัดอันดับโดย Tourism-Review.com
10. The Tongtian Highway in Zhangjiajie, China
ถนนเส้นนี้อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขา Tianmen มณฑล Hunan ประเทศจีน ทั้งเส้นทางจะคดเคี้ยวไปมากระทั่งไปบรรจบกับถ้ำ Tianmen บนยอดเขา ความยาวรวม 10 กิโลเมตร เหนือระดับน้ำทะเล 200 เมตร มีโค้งหักศอกทั้งหมด 99 โค้ง
9. Trollstigen Road in Norway
ในภาษานอร์เวย์นั้น คำว่า "Trollstigen"มีความหมายว่า "บันไดโทรลล์" (อสูรกายในตำนานของชาวสแกนดิเนเวียน) มีโค้งอันตราย และทางแคบอยู่เป็นจำนวนมาก วัดความชันเฉลี่ยได้ 9 องศา และโค้งอันตรายที่ 853 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ขณะนี้ไม่อนุญาตให้ยานพาหนะใช้เส้นทางนี้อีกต่อไปแล้ว
8. Stelvio Pass in Italy
อยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Alps ใกล้เขตชายแดน Swiss มีโค้งอันตราย 48 โค้ง อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2.7 กิโลเมตร และเป็นถนนที่มีลมแรงที่สุดเส้นหนึ่งของประเทศด้วย โชคดีที่ถนนนี้ไม่มีจุดที่เป็นหน้าผาสูงมากนัก
7.Guoliang Tunnel Road in China
ถนนที่เจาะเลาะขอบภูเขา Taihang ทำเป็นอุโมงค์ให้รถยนต์สัญจรได้ ใช้เวลาสร้างถึง 5 ปี มีคนงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปบ้าง มีความยาว 1.3 กิโลเมตร สูง 4.5 เมตร ตลอดทางจะมีส่วนที่เจาะเป็นหน้าต่างให้มองออกไปชมวิวน่าหวาดเสียวได้
6.Fairy Meadows Road in Pakistan
ถนนเส้นนี้อยู่ในก้นหุบเขา Nanga Parbat ภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก Fairy Meadows นั้นเป็นที่ราบบนหุบเขาที่มีทัศนียภาพสวยงามมาก แต่นั่นก็หลังจากที่ผ่านถนนอันแสนขรุขระ ไม่มีรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัย และใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการผ่านเส้นทางเสี่ยงตายนี้
5.Los Caracoles Pass in Chile and Argentina
เส้นทางที่ตัดผ่านประเทศ Chile และ Argentina มีทางโค้งวกไปกลับอยู่มากมาย ไม่มีรั้วกั้นขอบถนน และถูกปกคลุมด้วยหิมะแทบทั้งปี
4.Atlas Mountains Road in Morocco
เส้นทางหฤโหดบนภูเขา Atlas ที่มีทั้งโค้งบิด ทั้งหักศอกไปมา ผู้ขับขี่จะต้องมีความชำนาญอย่างมากในการขับผ่านเส้นทางนี้ ด้วยระยะทางถึง 188 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง จึงจะไปถึงยอดเขาที่มีภูมิทัศน์แสนสวยงามเป็นรางวัล
3.Col de Turini in France
เส้นทางยอดนิยมที่ใช้แข่งขันรายการแรลลี่ Monte Carlo มีความสูง 1.5 กิโลเมตร มีโค้งอันตราย 34 โค้ง แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นถนนเส้นที่ "มีเสน่ห์"มากที่สุดเส้นหนึ่งด้วย
2.James Dalton Highway in the U.S.
ด้วยเส้นทางขรุขระยาวเหยียดถึง 666 กิโลเมตร เริ่มที่ทางหลวง Elliott ไปบรรจบที่ Dead Horse ใกล้กับมหาสมุทร Arctic ถนนเส้นนี้ใช้ขนส่งของด้วยรถบรรทุกไปยังอลาสก้าเป็นหลัก
1.Old Yungas Road in Bolivia
ถนนที่อันตรายที่สุดในโลก มีฉายาว่า "Road of Death"ว่ากันว่ามีผู้เสียชีวิตที่นี่กว่า 1,000 คน เพราะทางสัญจรที่แคบ โค้งอันตราย มีหมอกปกคลุมหนาแน่น และไม่มีรั้วกั้นอีกด้วย มีความยาว 64 กิโลเมตร จุดที่สูงสุดอยู่ที่ 3 กิโลเมตร นับเป็นโชคดีที่ตอนนี้กำลังมีการก่อสร้างทางลัดเลี่ยงจากถนนมรณะเส้นนี้แล้ว
ที่มา : tourism-review.com
เรียบเรียงโดย : SJ (Tonan Asia Autotech)
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
20 เรื่องที่มือใหม่ Android ควรรู้
บทความนี้สำหรับ thumbsuper
ส่งต่อให้เพื่อนที่ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีนะะครับ
— การเดินเลือกซื้ออุปกรณ์พกพาชิ้นใหม่อย่างโทรศัพท์มือถือ
หรือแท็บเล็ต นั้นสนุกก็จริง แต่เดี๋ยวนี้ก็มีทางเลือกให้เราเยอะแยะ
จนบางทีก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจอุปกรณ์ Android
หรือคุณเพิ่งจะซื้อมันมาแล้วอยากจะใช้มันให้คุ้มค่า
วันนี้เรามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการใช้งานเบื้องต้นมาให้คุณ 20 ข้อ
1. Android คืออะไร?
Android คือระบบปฎิบัติการเหมือนกับเวลาเราเปิดคอมพิวเตอร์มันก็จะมี
Windows หรือเปิด iPhone
iPad มาแล้วมี iOS
2. ใครเป็นผู้สร้าง
Android?
Google เป็นคนทำ
Android (จริงๆ
มีการสร้างมาก่อน แล้ว Google มาซื้อทีหลัง)
และก็มีบริษัทผู้ผลิตหลายรายมาร่วมผลิต เช่น Samsung, HTC, LG และ Motorola ตอนนี้ก็มีหลายอย่าง เช่น โทรศัพท์ แท็บเล็ต
และกล้อง
3. ทำไมทุกคนถึงมาพูดกันว่า
“ไอติม” “เยลลี่ถั่ว” ตลอดเวลา มันศัพท์อะไร?
เวลา Google จะอัพเดต Android เวอร์ชั่นใหม่ๆ
จะมีการตั้งชื่อให้เป็นขนมโดยเรียงตามลำดับตัวอักษร
เพื่อให้นับได้ง่ายว่าใครมาก่อนมาหลัง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็เรียงจาก Eclair,?
Froyo,? Gingerbread, Honeycomb, Ice Cream Sandwich และล่าสุดที่ชื่อว่า Jelly Bean แฟนๆ Android ชาวไทยก็เลยแปลกันเสร็จสรรพ
4. Android มีแอพพลิเคชั่นไหม?
มีครับ Android
มีระบบให้คุณดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า
Google Play ในนั้นจะมีหนังสือ
ดนตรี และหนังให้คุณดาวน์โหลดเช่นกัน ณ ปัจจุบันนี้น่าจะมากกว่า 450,000 แอพพลิเคชั่นแล้ว
5. ฉันสามารถใช้
Twitter กับ Facebook บนโทรศัพท์ Android ได้ไหม?
ได้สิครับ
ถ้าใช้ไม่ได้นี่เป็นเรื่องแน่นอน ไม่ว่าคุณจะใช้ BlackBerry, iPhone,
Windows phone หรือโทรศัพท์ที่ใช้ระบบ
Android คุณใช้ Social
Network เหล่านี้ได้แน่นอน
6. จะดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นลงอุปกรณ์
Android ได้อย่างไร?
มี 2 วิธีง่ายๆ อย่างแรกก็เข้าไปที่ Google
Play ไม่ต้องต่อกับคอมพิวเตอร์ก็ดาวน์โหลดได้
อย่างที่สองก็คือเข้าเว็บไซต์ธรรมดา https://play.google.com/storeถ้าคุณล็อกอินด้วย Google
Account? Google Play ก็จะเปิดตัวเลือกให้คุณติดตั้งแอพพลิเคชั่นตรงเข้าเครื่องของคุณ
7. ฉันไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์ของฉันกับคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะลงแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ
ใช่ไหม?
ไม่ต้องเลย!
จะดาวน์โหลดผ่านการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือด้วย data หรือ Wi-Fi ก็ได้ ไม่ต้องผ่านสายเคเบิลอะไร
8. เข้าใจล่ะ,
แต่ถ้าฉันต้องการใส่รูปหรือหนังเข้าไปในโทรศัพท์ล่ะ
จะทำได้อย่างไร?
มันมีวิธีง่ายๆ
ในการถ่ายโอนไฟล์จากเครื่อง Android อย่างแรกเลยก็ใช้ Dropbox account plus ในแอพ Dropbox ที่ช่วยให้คุณอัพโหลดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะอัพผ่านทางคอมพิวเตอร์
โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต หรือจะเชื่อต่อระหว่างโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ก็ทำได้ง่าย
แค่ลากแล้ววาง แล้วจัดหมวดหมู่ไฟล์ ง่ายนิดเดียว
9. ใช้
iPhone มาก่อนหน้านี้มีเพลงเก็บไว้เพียบเลย
จะฟังเพลงพวกนี้บน Android ได้หรือเปล่า?
ได้สิครับ
มีแอพพลิเคชั่นอย่าง doubleTwist ที่ทำงานได้คล้าย
iTunes และเปิดให้คุณติดตั้ง
iTunes music collection บนเครื่อง
Android ของคุณ
ถ้าคุณเก็บเพลงไว้นอก iTunes ก็ลากแล้วางไฟล์แบบที่ทำกับ
Dropbox ก็ได้เหมือนกัน
10. ได้ยินชื่อเกม
Angry Birds มานาน เล่นบน Android
ได้หรือเปล่า?
ได้เลย บน Android
จะมีเกมนี้ให้ดาวน์โหลดได้ฟรี
11. ผมมีโทรศัพท์
Android จาก Samsung ส่วนเพื่อนผมใช้ Android จาก HTC ทำไมหน้าตาของ Android ถึงดูแตกต่างกัน?
Google สร้างซอฟต์แวร์
Android ออกมา
แล้วก็เปิดให้บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ติดตั้ง Android ในเครื่องเหล่านั้น แต่ผู้ผลิตอย่าง Samsung
และ HTC ก็จะเพิ่มการปรับแต่งดีไซน์โดยวางอยู่บนพื้นฐานของ
Android แต่รวมๆ
แล้วจะต่างกันตรงหน้าตา หรือที่เรียกกันว่า Skin และซอฟต์แวร์บางส่วนซึ่งทำให้ดูแตกต่างกัน
12. ถ้าอยากได้
Android โดยไม่มี Skin
ล่ะจะทำอย่างไร?
ในแต่ละ Google
จะสร้างอุปกรณ์ที่เป็น Android ออกมาเองโดยใช้ชื่้อว่า ?Nexus? อย่างโทรศัพท์ Galaxy Nexus และแท็บเล็ต Nexus 7 อุปกรณ์เหล่านี้จะได้อัพเดต Android
version ก่อนใคร
ทำให้อัพเดตเวอร์ชั่นได้เร็ว
13. อะไรคือข้อแตกต่างระหว่าง
home screens กับ app
drawer?
App drawer คือที่ๆ
คุณสามารถหาแอพทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนเครื่องของคุณ ในเครื่องของ Apple ทุกอย่างจะอยู่บน home screens แต่บน Android มันจะมี home screen ให้คุณเลือกถึง 7 อัน และแอพฯ
อันไหนที่คุณไม่ได้เลือกให้มาวางไว้บน home screen ก็จะยังอยู่ใน App drawer
14. Widgets คืออะไร?
Widgets ก็คือเจ้าปุ่มที่ลอยๆ
อยู่ในจอแต่มีขนาดแตกต่างไปจากแอพพลิเคชั่น เช่น แสดงข้อความ แสดงเวลา
แสดงจำนวนแอพพลิเคชั่นที่เปิด ฟีดบน Facebook, Twitter ของเรา ฯลฯ
โดยจะมีขนาดแตกต่างกันไปแล้วแต่จะดีไซน์มา การใช้ Widgets จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานได้เพราะเราไม่จำเป็นต้องเปิดแอพพลิเคชั่นบ่อยๆ
15. จำเป็นไหมว่าต้องใช้
Google account เพื่อจะใช้
Android?
จำเป็น
มันก็คล้ายกับที่คุณต้องมี Apple ID บน iPhone, iPad แต่ด้วยบริการของ Google ดีๆ ที่มีอยู่บน Android หลายตัว น่าจะทำให้คุณหันมาใช้ Google
account ได้ในที่สุด
16. จะย้ายรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดลงโทรศัพท์ได้อย่างไร?
แนะให้คุณใส่รายชื่อผู้ติดต่อเข้าไปใน
Gmail ทั้งหมด
จากนั้นมันก็จะซิงค์อัตโนมัติเข้าไปในโทรศัพท์ของคุณ
หรือคุณจะโอนย้ายผ่านทางซิมการ์ดก็ได้เช่นกัน
17. จะเซฟแบตเตอรี่ได้อย่างไรบ้าง?
วิธีการประหยัดแบตฯ
มีเยอะแยะ เสิร์ชไปก็มีเยอะแยะ แต่วิธีที่เราแนะนำคือผู้ผลิตแต่ละรายมักจะมีมี Saving
Mode ให้อยู่แล้ว ก็ใช้บริการนั้นเสีย
จะได้ไม่เปลืองแบต
18. มีแอพ
Android ด้าน productivity
แนะนำบ้างไหม?
มีเพียบเลยอย่าง AnyDo
นี่ก็ดี หรือจะลองพวก Evernote ก็ดีนะ
19. มีเกมไหนบน
Android ที่คุณแนะนำบ้าง?
ปกติใน Google
Play ก็จะมีแนะนำแอพเป็นหมวดๆ อยู่แล้ว
ส่วนใหญ่จะฟรี ส่วนผู้ผลิตต่างๆ ก็มักจะมีการแนะนำแอพฯ
พวกนี้ไว้อยู่แล้วเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้
หรือถ้าไม่แน่ใจก็ลองอ่านการแนะนำแอพจากเว็บต่างๆ ได้ ใน thumbsup ก็มีเช่นกัน
20. ทำอย่างไรให้โทรศัพท์
Android ของฉันปลอดภัย?
Android มี
security features พวกแอพฯต่อต้านไวรัสเพียบ
ลองเล่นกันดูก็แล้วกัน
ที่มา : http://thumbsup.in.th/2012/09/android-phone-tips/
เรียบเรียงโดย SD / Tonan Asia Autotech
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
8 วิธีถนอมสายตาเมื่ออยู่หน้าคอม / เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
8 วิธีถนอมสายตาเมื่ออยู่หน้าคอม
1. เลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา
วิธีทดสอบแบบง่ายๆ ทำโดยการปิดสวิตช์ภาพ
แล้วเอาหรือแขนไปจ่อไว้ไกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด
ซึ่งจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่บริเวณผิวเลย
2. ปรับแสงและความคมชัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตาให้มากที่สุด
รวมทั้งความสว่างภายในห้องเราด้วย เพราะหากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า
และจอภาพมีความสว่างมาก ก็ยิ่งสงผลเสียต่ดวงตาได้ง่ายขึ้น
3. ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาพอประมาณ
18-24 นิ้วหรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับระดับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ
15-20 องศา ซึ่งหากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กันอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย
4. ควรใส่แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
เพื่อเป็นการช่วยกระจายรังสีจากคอมพิวเตอร์สู่สายตา ที่สำคัญควรเลือกแบที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้
5. ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ
เพราะฝุ่นละอองอาจะทำให้เกิดการสะท้อนมากยิ่งขึ้น
6. การหยุดพักหรือการเปลี่ยนแปลงตารางการทำงานซะใหม่
จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้าจากการจ้องหรือเพ่งคอมพิวเตอร์ได้
เช่น หยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง
แล้วค่อยเริ่มการทำงานต่อไป ก็จะช่วยให้ถนอมสายตาได้
7. ใช้ผ้าซุปน้ำหมาดๆ
วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3
นาที หรือจะให้ดีกว่านั้น ปิดไฟ นอนพะสักครู่ เพื่อเป็นการซาร์ตพลังงายให้กลับสายตามาแข็งแรงอีกครั้ง
8.สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์
แจจะเกิดการตาแห้งเพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องห้องแอร์
เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์
จะทำให้อากาศแห้ง การหยดน้ำตาเทียมก็จะช่วยให้ตากลับมาสดชื่นอีกครั้งได้
***ตะบองเพชรช่วยได้***
ลองหากระถางกระบองเพชรต้นเล็กๆ มาวางใกล้ๆ กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูสิ เพราะกระบองเพชรมีความสามรถดูดซับสังสี
ได้เป็นอย่างดี
แหล่งที่มา
:
นิตยสาร candy
เรียบเรียงโดย : SJ (Tonan Asia Autotech)
วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วิธีรักษารอยดำจากสิวด้วยสมุนไพรไทย / เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
เรียบเรียงข้อมูลโดย ADMIN / SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
วิธีรักษารอยดำจากสิวด้วยสมุนไพรไทย
วิธีรักษารอยดำจากสิวมีให้เลือกทำด้วยกันหลากหลายวิธี มีทั้งแบบรักษาด้วยสมุนไพรไทย มีทั้งแบบใช้ยาและพบหมอเฉพาะทาง แต่หากอาการไม่ได้หนักมาก เรามารักษารอยสิวให้หายด้วยตัวเราเองกันดีกว่า มีวิธีมาฝากเพื่อนๆ แล้วเช่นเคยดังนี้ค่ะ
รักษารอยดำจากสิวด้วยหอมแดงการแก้รอยดำจากสิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติอย่างหอมแดงนั้นนับว่าเป็นวิธีรักษารอยดำจากสิวที่หลายคนคุ้ยเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนกันบ้างนะที่รู้แล้วจะนำมาทำตาม บางคนอาจจะทำตามได้อย่างใจเย็น แต่บางคนอาจจะไม่ชอบทำวิธีนี้เนื่องจากแพ้กลิ่นของหอมแดงก็มี อีกอย่างก็คือวิธีรักษารอยดำจากสิวด้วยหอมแดงแม้จะเป็นวิธีที่ทำง่ายเป็นสูตรลับจากธรรมชาติบำบัด หากก็ต้องอาศัยระยะเวลาเช่นกัน แต่หากใครไม่รีบร้อนใจเย็นและรอได้ มารักษารอยสิวด้วยหอมแดงไปพร้อมกันนะ
วิธีรักษารอยดำจากสิวด้วยหอมแดง ให้ปอกเปลือกหอมแดงออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแผ่นบางหรือทุบให้มีน้ำออกมา จากนั้นนำมาทาจุดที่เป็นรอยสิวดำๆ หรือรอยแผลเป็นจากสิวต่างๆ นั่นแหละ ทำแบบนี้บ่อยๆ เป็นประจำ ไม่นานรับรองว่ารอยสิวจางหายไปอย่างเป็นธรรมชาติแน่นอนค่ะ
รักษารอยดำจากสิวด้วยน้ำมะนาว
มะนาวเป็นอีกสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งเป็นได้ทั้งผักและผลไม้ที่สามารถนำมาปรุงรสชาติอาหารให้เปรี้ยวจี๊ดสะใจเป็นอย่างดีทีเดียว และสำหรับใครที่อยากเอามะนาวมารักษาสิวล่ะก็ คุณคิดถูกแล้วค่ะเพราะมันมีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียจากสิวและช่วยให้ผิวพรรณขาวใส รอยสิวจางหายได้อีกด้วย
มะนาวเป็นอีกสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งเป็นได้ทั้งผักและผลไม้ที่สามารถนำมาปรุงรสชาติอาหารให้เปรี้ยวจี๊ดสะใจเป็นอย่างดีทีเดียว และสำหรับใครที่อยากเอามะนาวมารักษาสิวล่ะก็ คุณคิดถูกแล้วค่ะเพราะมันมีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียจากสิวและช่วยให้ผิวพรรณขาวใส รอยสิวจางหายได้อีกด้วย
วิธีรักษารอยดำจากสิวด้วยน้ำมะนาว ผ่ามะนาวครึ่งซีกแล้วบีบเอาแต่น้ำ นำคอตตอลบัตมาจุ่มแล้วแต้มรอยสิวและจุดด่างดำต่างๆ บนใบหน้า ทิ้งไว้ได้ตลอดหรือจะล้างออกเมื่อครบกำหนด 20 นาทีก็ได้เช่นกัน แต่เพื่อลดอาการแสบคันผิวแนะนำให้ผสมน้ำลงไปเจือจางเล็กน้อยจึงค่อยเอามาแต้มจะช่วยลดอาการแสบระคายเคืองผิวหน้าได้ค่ะ วิธีรักษารอยดำจากสิวจากมะนาวนี้สาวๆ สามารถทำก่อนนอนโดยแต้มรอยสิวทิ้งไว้ตลอดคืนได้เลยเช่นกัน ทำแบบนี้ทุกวันรอยสิวจางหายเหลือไว้แต่ใบหน้าใสเท่านั้น
เป็นอย่างไรกันบ้างคะเพื่อนๆ สำหรับเคล็ดลับวิธีรักษารอยดำจากสิวจากธรรมชาติที่ได้จากสมุนไพรในครัวเรือนอย่างมะนาวและหอมแดง ทราบแบบนี้แล้ว อย่าปล่อยให้รอยสิวต่างๆ กวนใจกันอีกนะคะ
ขอบคุณที่มา
เรียบเรียงโดย: SJ(Tonan Asia Autotech)
ภัยร้ายใกล้ตัว! คนเสพติดเทคโนโลยี
ทำความรู้จัก 'แสงน้ำเงิน' ภัยร้ายใกล้ตัว! คนเสพติดเทคโนโลยี
ทำความรู้จักกับ "แสงฟ้า" หรือ "แสงน้ำเงิน" สีที่ก่ออันตรายสูงสุดแก่ดวงตา แพทย์แนะตรวจเช็กดวงตาปีละหน ป้องกันอาการเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้สายตา…
หลายคนอาจจะคุ้นหูมาบ้างแล้ว กับคำว่า "แสงสีฟ้า" หรือ "แสงสีน้ำเงิน" แต่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักว่าเจ้าแสงสีฟ้านี้คืออะไร? เป็นแสงที่ดี มีประโยชน์ มีโทษภัยอะไรหรือไม่ แล้วมันมีอยู่ที่ไหน ในอุปกรณ์ประเภทใด วันนี้ เราจึงนำคำตอบมาให้คุณ จากคำอธิบายของแพทย์ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาของทุกท่าน
ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นวัตถุคู่กาย
"แสงสีน้ำเงินเป็นหนึ่งในแสงที่สามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา เรียกว่ามีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น" นาวาอากาศโท นายแพทย์อนุวัตร จิตต์จรัส จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและรักษาสายตา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าว พร้อมอธิบายต่อไปว่า แสงที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันนี้แบ่งออกได้ทั้งหมดเป็น 7 สี (สีแดง ม่วง ส้ม เหลือง น้ำเงิน คราม และเขียว) แสงสีน้ำเงินเป็นสีที่ให้ความสว่างมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ทำให้ดวงตาเป็นอันตรายได้มากที่สุดด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าสีอื่นๆ จะปลอดภัยต่อดวงตา ต้องเรียกว่าทุกสีสามารถทำลายจอประสาทตาได้ทั้งหมด!
ทุกแสงก่ออันตราย!
นอกจากนี้ จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและรักษาสายตา โรงพยาบาลเวชธานี ยังอธิบายอีกว่า ผลจากการวิจัยระบุว่าความสว่างมากๆ จะทำให้ดวงตาล้าได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่นความสว่างสูงที่เราใช้งานอยู่เป็นเวลานานก็จะมีผลให้เรารู้สึกล้าดวงตาได้ง่าย แต่หากหรี่แสงให้ความสว่างลดลงมากๆ ดวงตาก็จะต้องเพ่งมองหนักขึ้น และอาจทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน หากใช้งานอยู่กับแสงนั้นเป็นเวลานาน
ชีวิตยุคดิจิตอลที่อยู่บนการกดจิ้มและสไลด์
แสงน้ำเงินอยู่รอบตัวคุณ!
แสงประเภทดังกล่าวก็มีอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โทรทัศน์ รวมถึงอาชีพที่ต้องใช้แสง เช่น การเชื่อมเหล็ก เป่าแก้ว หรือผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้อุปกรณ์ให้แสงสีน้ำเงินในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ทโฟนในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ ก็ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภัยจากแสงสีน้ำเงินทั้งสิ้น
อุปกรณ์ป้องกันแสงน้ำเงิน จำเป็น(จริงหรือ)?
ปัจจุบันมีสินค้าที่โฆษณาว่าสามารถป้องกันแสงสีฟ้า หรือสีน้ำเงินได้ วางจำหน่ายในตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งแว่นตา จอกรองแสง หรือแผ่นฟิล์ม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสินค้าเหล่านั้นอาจมีคุณสมบัติป้องกันแสงสีน้ำเงินได้จริง หรือไม่จริงก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือแสงที่เห็นนั้นไม่ได้มีเพียงแสงสีน้ำเงิน ทุกสีสามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ทั้งหมด การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงนั้นอาจเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสม รู้จักพักสายตา และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ขณะเดียวกันก็อาจจะเลือกใช้สินค้าที่มีโหมดปรับลดอุณหภูมิสี หรือปรับความสว่างภาพได้ตามความเหมาะสมที่ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสบายตา ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะมีโหมดสีเพื่อความสบายตาสำหรับให้ผู้ใช้เลือกใช้งานด้วย
ทุกอิริยาบถต้องมีมือถือเข้ามาเกี่ยวข้อง
อันตรายแสงน้ำเงิน ทำลายได้ถึงจอประสาทตา
หากมีพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์ที่ให้แสงสีน้ำเงินสูง ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีการใช้แสง หรือจ้องมองดวงอาทิตย์เป็นเวลานานอยู่บ่อยครั้ง ก็อาจเสี่ยงต่ออาการต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับจอรับภาพ กระจกตา เลนส์ตา หรือจอประสาทตา ด้วยอาการจอประสาทตาเสียหายหรือเกิดการไหม้ กระจกตาถลอก ปวดตาเรื้อรัง น้ำตาไหลตลอดเวลา ปวดกระบอกตา หรือร้ายแรงมากๆ ก็คือ มีรูทะลุที่จอประสาทตา หรือจนกระทั่งลืมตาไม่ขึ้น
เช็กอาการเสี่ยง! ภัยดวงตา
อาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าดวงตาของคุณอาจกำลังเกิดอาการผิดปกติ ได้แก่ อาการล้าบริเวรณดวงตา ปวดตาหรือเบ้าตา หรือแพ้แสง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ น้ำตาแห้ง สายตาสั้นมากหรือเอียงมาก ใช้สายตามากเกินไป มีความดันตาสูงผิดปกติ กำลังจะเกิดโรคต้อหิน หรือกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง และหากเกิดอาการเห็นจุดดำตรงกลางสายตา ตาพร่ามัว หรือมองภาพตรงกลางไม่ชัด ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาหรือรักษาโดยทันที เพราะนั่นอาจหมายถึงสัญญาณว่าคุณมีอาการวุ้นในตาเสื่อมหรือจอประสาทตาเขยื้อน
การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ก็ส่งผลเสียต่อดวงตา
ไม่ใช่เรื่องยาก! ดูแลสุขภาพตา
การดูแลสุขภาพตานั้นสามารถทำได้ง่ายๆ แบ่งเป็น 3 ปัจจัย คือ การดูแลตนเอง การใส่ใจสภาพแวดล้อม และเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพ สำหรับการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควรใส่ใจตรวจสอบดวงตาของตนว่าเกิดอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น ตาแห้งง่าย ไม่ควรใช้งานสายตาเป็นเวลานานติดต่อกัน หากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือทำงานกับแสงจ้าเป็นเวลานาน ก็ควรพักสายตาทุก 30-45 นาที นอกจากนี้ยังควรเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพหรือได้มาตรฐานการรับรองหน้าจอ ซึ่งผู้บริโภคควรสอบถามรายละเอียดดังกล่าวจากพนักงานขาย เพื่อเป็นความปลอดภัยเบื้องต้นว่าเราในฐานะผู้ใช้จะไม่ได้รับอันตรายจากแสงของหน้าจอที่ไม่ได้มาตรฐาน
3 วิธีปฐมพยาบาลดวงตา เบื้องต้น
หากคุณต้องพบกับแสงหรือใช้งานอุปกรณ์ที่มีแสงเป็นเวลานาน คุณสามารถลดการใช้สายตาได้ ดังนี้
1.พักสายตาด้วยการหลับตา หรือกะพริบตาซักครู่
2.มองออกนอกหน้าต่าง ละจากอุปกรณ์ที่ให้แสง และมองไปที่พื้นที่สีเขียวซักพัก
3.หากคุณต้องอยู่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา อาจทำให้ตาแห้งได้ง่ายกว่าปกติ ลองนำน้ำใส่ถ้วย แก้ว หรือถัง เลือกภาชนะตามใจชอบ แล้ววางตั้งไว้ภายในห้อง ก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาคู่สวยได้ไม่ยาก
บำรุงดวงตาง่ายนิดเดียว
วิธีการบำรุงดวงตานั้นสามารถทำได้ง่ายด้วยตนเอง โดย…
1.ดื่มน้ำเปล่าให้มาก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
2.รับประทานอาหารมีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อดวงตา อาทิ ส้ม ฝรั่ง ฟักทอง มะละกอ
3.อาหารเสริมที่มีวิตามินก็สามารถเลือกบริโภคได้ แต่หากคุณมั่นใจว่าได้รับวิตามินครบถ้วนสม่ำเสมอจากการบริโภคอาหารที่ดี อาหารเสริมก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
4.จัดวิตามินเสริมให้ร่างกายก็เป็นเรื่องดี แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรเลือกวิตามินรวม เพราะไม่สามารถวัดผลได้ว่าร่างกายของคุณขาดวิตามินใด และวิตามินรวมนั้นใช่วิตามินประเภทที่ร่างกายของคุณต้องการหรือไม่ ซึ่งการบริโภควิตามินรวมอาจส่งผลให้ร่างกายของคุณมีวิตามินบางตัวน้อยเกินไป หรือบางตัวมากเกินจำเป็น
โซเชียลมีเดียกลายเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้คนเสพติดการใช้สมาร์ทโฟน
นอกจากนี้ จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและรักษาสายตา ยังแนะนำว่า "การป้องกันนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การดูแลรักษานั้นหมายถึงเกิดอาการผิดปกติแล้ว ร่างกายเกิดความเสียหายแล้วจึงต้องทำการรักษา ซึ่งไม่ควรรอให้อยู่ในขั้นนั้น อย่างไรก็ตาม การตรวจเช็กดวงตาก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่ทุกคนควรทำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งมีบริการตรวจเช็กทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน"
เมื่อรู้ซึ้งแล้วทั้งโทษภัยและวิธีป้องกัน-ดูแล... อยากมีชีวิตดีปราศจากโรคภัย ก็ต้องรู้จักถนอมสุขภาพ ใช้งานร่างกายให้ถูกวิธี จะได้มีอายุยืนยาว เป็นคนชราอย่างมีคุณภาพ!
แหล่งที่มา :
ไทยรัฐออนไลน์
ขอบคุณที่มา
http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/general_knowledge/18627
เรียบเรียงโดย: SJ(Tonan Asia Autotech)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
“Lost Stars” Please don’t see just a boy caught up in dreams and fantasies ได้โปรดอย่ามองเห็นผมเป็นเพียงแค่เด็กชายที่หลงไหลอยู่ในโลกแ...
-
ในการเลือกใช้วัสดุสำหรับงานบางประเภท วิศวกรจำเป็นต้องทราบถึงคุณสมบัติความเหนียว (Toughness) ของวัสดุ เพื่อประเมินโอกาสการแตกหักเสียหาย และค...
-
ใบวัดมุม (Bevel Protractor) 7.1.1 ลักษณะส่วนประกอบของใบวัดมุม ลักษณะงานที่ใช้วัดด้วยใบวัดมุม การผลิตชิ้นงานให้ได้ขนาดตามแบบกำหนดบางครั้งจะ...











