วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อาหารคลีน /ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

อาหารคลีน คืออะไร มีอะไรบ้าง กินคลีนดีต่อสุขภาพอย่างไร


อาหารคลีน คืออะไร
อาหารคลีน (Clean Food) หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า กินคลีน (Eat Clean, Clean Eating) คือ การทานอาหารที่สด สะอาด โดยเน้นการทานอาหารแบบธรรมชาติไม่ผ่านการปรุงแต่งและขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ หรือกระบวนการหมักดอง รวมถึงอาหารขยะและอาหารสำเร็จรูป ที่จะมีปริมาณแป้ง ผงชูรสและโซเดียมในปริมาณสูง
อาหารคลีน - ผักสด
หรืออาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายว่า การทานอาหารคลีนนั้นเป็นการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ โดยทานอาหารอย่างพอเพียงครบสัดส่วนทั้ง 5 หมู่ และอาหารเหล่านั้นต้องไม่มีสารปนเปื้อนนั่นเอง ซึ่งอาหารคลีนนั้นอาจผ่านการปรุงแต่งบ้างเล็กน้อยหรืออาจจะไม่ผ่านการปรุงแต่งเลยก็เป็นได้ เช่นใช้เกลือในการปรุงอาหารรสเพียงเล็กน้อยแทนน้ำปลา หรืออาจจะเป็นซีอิ๊วขาวชนิดที่ไม่มีผงชูรสเจือปน และจะไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร เป็นต้น
ตัวอย่างของวัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหารคลีน
  • ผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษ
  • เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆที่สดและสะอาด
  • ข้าวกล้องไม่ขัดสี และ ธัญพืชต่าง ๆ
  • น้ำมันมะพร้าว หรือ น้ำมันมะกอก ซึ่งเป็นน้ำมันชนิดที่มีกรดไขมันชนิดดี ใช้แทนน้ำมันปาล์มได้เลย (แต่แอบราคาสูงกว่าพอควรเลย) และควรใช้ในปริมาณที่น้อย
อีกทั้งในการปรุงอาหารไม่ควรปรุงให้อาหารคลีนของเรานั้นมีรสจัดจนเกินไป และ ในทุกๆมื้อควรจะมีสารอาหารในอาหารคลีนของเราให้ครบ 5 หมู่อีกด้วย
กินคลีน กินอย่างไร
การทานอาหารคลีนนั้นคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า เป็นการเน้นทานอาหารจำพวกผักในปริมาณเยอะๆ แต่แท้จริงแล้วนั้น การกินอาหารคลีนเป็นการทานอาหารให้ครบสัดส่วน 5 หมู่ โดยเน้นทานอาหารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผักและผลไม้ ให้มีปริมาณที่พอเหมาะพอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย
อาหารคลีน - ซูชิ
อาหารคลีนนั้นส่วนใหญ่จะไม่ยึดติดกับรสชาติ แต่จะเน้นความเป็นธรรมชาติมากกว่า ดังนั้นผู้ที่ทานอาหารคลีนจึงต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารใหม่ทั้งหมด โดยค่อยๆ ปรับตัวไปเรื่อยๆ ในขั้นแรกนั้นควรเลือกทานอาหารที่คงความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เช่น จากเดิมเคยทานข้าวขาวก็เปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง หรือเคยทานผลไม้กระป๋องเป็นประจำก็หันมาเลือกทานผลไม้สดแทน จากที่เคยดื่มชากาแฟก็เปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้แทน เป็นต้น
นอกจากนี้การทานอาหารคลีนนั้นเวลาจะเลือกซื้อวัตถุดิบหรืออาหาร ควรเลือกที่ปลอดสารเคมี ไม่ใช้วัตถุกันเสีย สารกันบูด วัตถุปรุงแต่ง หรืออาจจะเลือกซื้อวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิคก็ได้ เพราะเป็นของที่ปลอดสารเคมีนั่นเอง อีกทั้งยังควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเช่น น้ำอัดลม เบเกอรี่ เป็นต้น รวมทั้งอาหารมันอีกด้วย
อาหารคลีน - เนื้อหมูอนามัย
ประโยชน์ของอาหารคลีน
การทานอาหารคลีนแตกต่างจากอาหารทั่วไป เพราะต้องเลือกอาหารที่หลากหลายแต่เน้นความเป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งมากนัก ดังนั้นผู้ที่ทานอาหารคลีนจึงได้รับสารอาหาร และคุณค่าทางอาหารครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าอาหารทั่วไปที่ผ่านการปรุงแต่งมาก อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายไม่ได้รับสารปนเปื้อนจากอาหารอีกด้วย ดังนั้นอาหารคลีนจึงส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง
อาหารคลีน - ข้าวกล้อง
อาหารคลีนเหมาะกับใคร
อาหารคลีนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีประโยชน์ และได้คุณค่าจากสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผัก และผลไม้ ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และยังเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดหรือไม่ผ่านการปรุงแต่งเลย จึงทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากอาหารเต็มที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพ อาหารคลีนจึงเหมาะสำหรับคนที่ลดน้ำหนักและรักสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง
อาหารคลีนกับการลดน้ำหนัก
อาหารคลีนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของคนอยากผอม เพราะนอกจากจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแล้วยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ซึ่งถ้าเลือกทานอาหารคลีนในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายไปด้วย นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพดีอีกด้วย นอกจากนี้อาหารคลีนยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่พบมากในอาหารที่ไม่ผ่านการขัดสี โดยมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้ดีนั่นเอง
อาหารคลีนช่วยลดน้ำหนัก
ตัวอย่างอาหารคลีน
อาหารคลีนนั้น ผู้ที่ทานสามารถเลือกทานอาหารได้หลากหลาย โดยสามารถเลือกวัตุดิบต่างๆ มาประยุกต์กับเมนูสุดโปรดได้ตามใจชอบ แต่วัตถุดิบนั้นต้องปราศจากการปรุงแต่ง และปลอดสารปนเปื้อน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เหมือนกับตัวอย่างเมนูอาหารต่อไปนี้
1. บาร์บีคิวไก่แบบไม่เสียบไม้ ทานคู่กับผักสลัด หรือผลไม้ที่ชอบ เช่น สับปะรด กีวี่ เป็นต้น
ตัวอย่างอาหารคลีน
2. ไข่เจียวฟักทอง หรืออาจจะใช้ผักอื่นๆ ตามความชอบก็ได้
ตัวอย่างอาหารคลีน
3. สเต็กอกไก่กับล็อคโคลี่ลวก และแกงบวชฟักทอง
ตัวอย่างอาหารคลีน
จะเห็นได้ว่าอาหารคลีนนั้นเป็นการทานอาหารเพื่อสุขภาพที่เน้นประโยชน์มากกว่ารสชาติ ดังนั้นผู้ที่จะเริ่มต้นทานจึงไม่ควรยึดติดกับรสชาติอาหาร และควรให้ความใส่ใจกับการทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการคัดเลือกวัตถุดิบในอาหารนั้นต้องปลอดสาร ไม่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติ และวัตถุดิบแต่ละอย่างต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งต้องแบ่งสัดส่วนในอาหารให้พอดี โดยต้องมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และผัก ผลไม้ในปริมาณที่มีความสมดุลกัน ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารได้เต็มที่ พอดีกับความต้องการของร่างกายและมีพลังงานไว้ใช้ในกิจกรรมต่างๆระหว่างวันนั่นเอง
ดังนั้นอาหารคลีนจึงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับวิถีชีวิตของคนในเมือง ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่สุขภาพเป็นอย่างมาก รวมถึงผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วย เพราะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนตรงตามความต้องการของร่างกาย แต่การที่ร่างกายจะมีสุขภาพที่ดีนั้น นอกจากควบคุมเรื่องการทานอาหารแล้ว ยังต้องหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ถึงจะส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ระบบการทำงานต่างๆในร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น
       ขอบคุณแหล่งที่มา


คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2558 / Admin SD (Tonan Asia Autotech)

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2558 คำขวัญวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติล่าสุด




คําขวัญวันวิทยาศาสตร์

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2558
     จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2557
     จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2556
     ทันโลก ทันวิทย์ จุดประกายความคิดสู่อาเซียน

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2555
     จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2554
     จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2553
     จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2552
     วิทยาศาสตร์ก้าวไกล นำไทยก้าวหน้า

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2551
     วิทยาศาสตร์สร้างชาติ สร้างอนาคต

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2550
     วิทยาศาสตร์สร้างปัญญาในสังคม

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2549
     เศรษฐกิจพอเพียง เคียงคู่ไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2548
     วิทยาศาสตร์คือความรู้สู่ความสำเร็จ

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2547
     เศรษฐกิจของชาติมีปัญหา วิทยาศาสตร์มีคำตอบ

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2546
     เส้นทางแห่งการค้นพบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณค่าแห่งภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2545
     วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2544
     วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2543
     พัฒนาคน พัฒนาชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2542
     วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวไกล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไทยที่ยั่งยื่น

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2541
     พัฒนาเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์ พัฒนาชาติด้วยภูมิปัญญาไทย

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2540
     พัฒนาคน พัฒนาชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2539
     วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาชาติไทยให้ก้าวหน้า

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2538
     เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวไกล เศรษฐกิจไทยมั่นคง

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2537
     ขจัดปัญหาน้ำของชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2536
     วิทยาศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจ เพิ่มคุณค่าชีวิต พิทักษ์สิ่งแวดล้อม

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2534
     ขจัดมลพิษทุกชีวิตจะปลอดภัย

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2533
     เพิ่มคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คําขวัญวันวิทยาศาสตร์ 2532
     พิทักษ์สิ่งแวดล้อมของชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ขอขอบคุณแหล่งที่มา : www.dmc.tv/pages/ความรู้รอบตัว/คำขวัญวันวิทยาศาสตร์.html

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ดอกไม้ประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศ / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

ดอกไม้ประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศ


ดอกไม้ประจําชาติอาเซียน มีดังนี้
1. ดอกไม้ประจำชาติไทย – ดอกราชพฤกษ์ (Ratchaphruek) หรือ ดอกคูน
ดอกราชพฤกษ์
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติของไทย
ดอกไม้ประจำชาติของไทยคือดอกราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูน (ภาษาอีสาน) และ ดอกลมแล้ง (ภาษาเหนือ) โดยที่ดอกราชพฤกษ์นั้นมีลักษณะดอกเป็นช่อหรือเป็นพวง มีสีเหลืองสดใสสวยงาม ดอกราชพฤกษ์ของไทยบานเหลืองสะพรั่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี โดยเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งตามแนวถนนหลวง ตามสวนสาธารณะ ตามวัดวาอาราม อีกทั้งเราจะพบว่าคนไทยนิยมนำดอกราชพฤกษ์มาประดับพระเจดีย์ทรายที่นิยมก่อกันในช่วงวันสงกรานต์อีกด้วย
2. ดอกไม้ประจำชาติกัมพูชา – ดอกลำดวน (Rumdul)
ดอกลำดวน
ดอกลำดวน ดอกไม้ประจำชาติกัมพูชา
ดอกไม้ประจำชาติของกัมพูชาคือดอกลำดวน โดยที่ดอกลำดวนเป็นดอกไม้สีขาวปนเหลืองนวล (เหลืองนวลอ่อนๆ) มีกลีบดอกหนาและค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ โดยจะส่งกลิ่นแรงในช่วงเวลากลางคืน ชาวกัมพูชาถือว่าดอกลำดวนเป็นดอกไม้มงคล นิยมปลูกกันทั่วประเทศ เป็นดอกไม้ประจำชาติอาเซียนที่มีลักษณะแปลกตา แต่มีเอกลักษณ์และสวยงามมาก
3. ดอกไม้ประจำชาติลาว – ดอกจำปาลาว (Dok Champa) หรือ ดอกลีลาวดี
ดอกลีลาวดี
ดอกลีลาวดี หรือ ดอกจำปาลาว ดอกไม้ประจำชาติลาว
ดอกไม้ประจำชาติอาเซียนอีกประเทศหนึ่งคือดอกลีลาวดีของประเทศลาว ดอกลีลาวดีมีชื่อในภาษาลาวว่าดอกจำปาลาว หรือที่คนไทยโบราณนิยมเรียกว่าดอกลั่นทม ซึ่งมาเปลี่ยนชื่อเป็นดอกลีลาวดีในภายหลัง (นัยว่าเพื่อความเป็นสิริมงคล) ดอกลีลาวดีนั้นเป็นดอกไม้ที่มีหลากหลายสีสัน ทั้งสีขาว สีส้ม สีแดง สีชมพู และสีเหลืองเป็นต้น คนลาวถือว่าดอกลีลาวดีซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของตนนั้นเป็นตัวแทนของความสดชื่น ความจริงใจ และความสุข ดังนั้นคนลาวจึงนิยมใช้ดอกลีลาวดีในงานมงคลทุกชนิด ทั้งงานบวช งานแต่ง งานทำบุญต่างๆ รวมถึงทำเป็นพวงมาลัยถวายพระและต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองด้วย
4. ดอกไม้ประจำชาติพม่า – ดอกประดู่ (Padauk)
ดอกประดู่
ดอกประดู่ ดอกไม้ประจำชาติพม่า
ดอกไม้ประจำชาติพม่าคือดอกประดู่ ดอกประดู่เป็นดอกไม้สีเหลืองทอง สีสันสวยงาม พบได้มากทั้งในประเทศพม่าและประเทศไทยของเรา เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม โดยจะเริ่มออกดอกพร้อมกับฤดูฝน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับประเทศเกษตรกรรม คนพม่านิยมใช้ดอกประดู่สำหรับงานเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่ของตน รวมถึงงานมงคลต่างๆ นิยมใช้เป็นดอกไม้บูชาพระและงานสำคัญทางศาสนาด้วย
5. ดอกไม้ประจำชาติเวียดนาม – ดอกบัว (Lotus)
ดอกบัว
ดอกบัว ดอกไม้ประจำชาติเวียดนาม
ดอกไม้ประจำชาติเวียดนามคือดอกบัว คนเวียดนามมีความเชื่อว่าดอกบัวคือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความรัก ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี รวมถึงความเชื่อที่ว่าดอกบัวเป็นตัวแทนแห่งรุ่งอรุณ เนื่องจากดอกบัวจะคลี่บานพร้อมกับแสงตะวัน ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นวันที่แจ่มใส เราจึงสามารถพบคำว่าดอกบัวอยู่ในบทเพลงพื้นบ้านและบทกลอนในภาษาเวียดนามอยู่เสมอ นับได้ว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติอาเซียนที่ไม่ได้เป็นดอกไม้ประจำถิ่น แต่เป็นดอกไม้ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในทุกประเทศอาเซียน
6. ดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ – ดอกกล้วยไม้แวนด้า (Vanda Miss Joaquim)
Vanda 'Miss Joaquim'
Vanda ‘Miss Joaquim’ ดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์
ดอกไม้ประจำชาติของสิงค์โปร์คือดอกกล้วยไม้แวนด้า (Vanda Miss Joaquim ) ซึ่งดอกกล้วยไม้แวนด้านี้จะมีสีม่วงแดงสดใส สามารถออกดอกบานสะพรั่งได้ตลอดทั้งปี โดยชื่อ Vanda Miss Joaquim มาจากชื่อของผู้ที่สามารถผสมพันธุ์กล้วยไม้สายพันธุ์แวนด้าชนิดนี้ได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ Miss Joaquim นั่นเอง ดอก Vanda Miss Joaquim ถูกประกาศให้เป็นดอกไม้ประจำชาติเมื่อปี ค.ศ. 1981
7. ดอกไม้ประจำชาติมาเลเซีย – ดอกพู่ระหง (Bunga Raya) หรือ ดอกชบาแดง
ดอกพู่ระหง
ดอกพู่ระหง ดอกไม้ประจำชาติมาเลเซีย
ดอไม้ประจำชาติอาเซียนที่มีความสวยงามมากอีกประเทศหนึ่ง ก็คือดอกไม้ประจำชาติมาเลเซีย ซึ่งคือดอกพู่ระหง หรือ ดอกบุหงารอยอในภาษามาเลย์ หรือดอกชบาแดงในภาษาไทย พู่ระหงเป็นดอกไม้ที่มีสีแดงสดใส มีกลีบดอก 5 กลีบ มีแกนเกสรอยู่ตรงกลาง เป็นไม้ดอกประเภทล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 1 เมตรเท่านั้น ชาวมาเลย์เชื่อว่าดอกพู่ระหงเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ความสามัคคีของคนในชาติ และยังรวมถึงความสูงส่งและความสง่างามอีกด้วย
8. ดอกไม้ประจำชาติบรูไน – ดอกส้านชะวา (Dillenia) หรือดอกซิมปอร์ (Simpor)
ดอกส้านชะวา
ดอกส้านชะวา ดอกไม้ประจำชาติบรูไน
ดอกไม้ประชาติของบรูไนคือดอกซ้านชวาหรือดอกซิมปอร์ ซึ่งเป็นดอกไม้สีเหลืองสดใสสวยงาม มีดอกขนาดใหญ่คล้ายร่ม ในหนึ่งดอกจะประกอบไปด้วยกลีบดอกจำนวน 5 กลีบ ดอกซ้านชวาถือว่าเป็นดอกไม้ประจำถิ่นของบรูไน สามารถพบเห็นได้ทั่วไป รวมถึงในธนบัตรหรือเงินของบรูไนและงานศิลปะประเภทต่างๆอีกด้วย
9. ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซีย – ดอกกล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid)
ดอกกล้วยไม้ราตรี
ดอกกล้วยไม้ราตรี ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซีย
ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซียคือดอกกล้วยไม้ราตรี หรือ Moon Orchid ซึ่งเป็นกล้วยไม้สายพันธุ์พิเศษที่มีลักษณะสวยงามและออกดอกตลอดทั้งปี รวมถึงสามารถบานอยู่ได้หลายเดือน สามารถขึ้นได้ดีในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นซึ่งเป็นลักษณะอากาศประจำถิ่นของอินโดนีเซีย นับได้ว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติอาเซียนที่มีงดงามไม่แพ้ใครเลยทีเดียว
10. ดอกไม้ประจำชาติฟิลิปปินส์ – ดอกพุดแก้ว (Sampaguita Jasmine)
ดอกพุดแก้ว
ดอกพุดแก้ว ดอกไม้ประจำชาติฟิลิปปินส์
ดอกไม้ประจำชาติฟิลิปปินส์คือดอกพุดแก้ว ซึ่งเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ มีลักษณะของดอกเป็นแฉกจำนวน 5 กลีบคล้ายรูปดาว มีกลิ่นหอมสดชื่นโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ต้นพุดแก้วจะออกดอกได้ทั้งปี โดยชาวฟิลิปปินส์เชื่อว่าดอกพุดแก้วเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเข้มแข็ง จึงนิยมใช้ดอกพุดแก้วในงานรื่นเริงและงานเฉลิมฉลองทุกชนิด
           ขอบคุณแหล่งที่มา


วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เลนส์ตาบนกล้องจุลทรรศน์คืออะไร ? / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

คืออะไรเลนส์ตาบนกล้องจุลทรรศน์?



เลนส์ตาที่เรียกว่าเป็นช่องมองภาพเป็นส่วนหนึ่งของกล้องจุลทรรศน์เป็นที่ผู้ใช้จะมองภาพขยาย มันเป็นเรื่องที่ดูผ่านเลนส์นูนสองโค้งจะทำให้เกิดภาพที่จะปรากฏมีขนาดใหญ่ เลนส์ตาเป็นองค์ประกอบสำคัญทุกกล้องจุลทรรศน์

รายละเอียดและที่ตั้ง

  • "ตา" วิธีการหรือเชื่อมต่อกับตาหรือวิสัยทัศน์และเลนส์เป็นชิ้นส่วนของกระจกโค้งกับด้านที่มุ่งเน้นแสงและขยายภาพ ดังนั้นเลนส์ตามากเพียงเป็นคนที่คุณมองผ่าน มันทำให้เกิดเนื้อหาของภาพนิ่งจะปรากฏภาพขยาย ความโค้งของเลนส์กำหนดระดับการขยาย ในกล้องจุลทรรศน์เลนส์ตาจะพบที่ด้านบนของท่อที่เชื่อมต่อไปยังเลนส์วัตถุประสงค์หรือเลนส์

พาวเวอร์ขยาย

  • เลนส์ตาส่วนใหญ่มีทั้ง 10X (ขยายสิบครั้ง) หรือระดับ 15X ขยาย เมื่อคนดูผ่านเลนส์ตาแสงสะท้อนจากเลนส์ใกล้วัตถุและภาพนิ่งเป็นภาพขยายโดยระดับการขยายคูณของทั้งสองตาและเลนส์วัตถุประสงค์ ดังนั้นถ้าเป็นคนที่มีการใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีเลนส์ตาของ 10X และพวกเขาตั้งเลนส์ใกล้วัตถุที่จะ 4X แล้วสไลด์จะปรากฏ 40X เมื่อมองผ่านเลนส์ตา กล้องจุลทรรศน์ส่วนใหญ่จะมีการตั้งค่าสำหรับเลนส์หลายวัตถุประสงค์

ประภาส

  • แหล่งกำเนิดแสงที่สว่างเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการใช้งานที่เหมาะสมของกล้องจุลทรรศน์ มันอาจจะเป็นกระจกที่สะท้อนแสงลงบนวัตถุหรือแสงที่แนบมากับอุปกรณ์ เมื่อแสงผ่านวัตถุและฮิตเลนส์วัตถุที่ปรากฏภาพขยาย เพราะของฟิสิกส์ของคลื่นแสงที่กำลังขยายรวมของกล้องจุลทรรศน์จะถูก จำกัด เกี่ยวกับ 2,000X นอกเหนือจากจุดที่ภาพจะเบลอเกินไปที่จะมีค่าจริงใด ๆ หากต้องการดูภาพที่ขยายมากขึ้นคุณจะต้องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

ประวัติศาสตร์

  • กล้องจุลทรรศน์ถูกคิดค้นรอบปี 1590 โดย Zaccharias Janssen, เครื่องชงปรากฏการณ์ดัตช์ ด้วยความช่วยเหลือของพ่อของเขาฮันส์เขาค้นพบว่าด้วยการใช้เลนส์หลายและหลอดก็เป็นไปได้อย่างมากขยายขนาดของวัตถุ นี้จับความสนใจของกาลิเลโอที่แล้วทำให้การปรับปรุงใหญ่ทั้งกล้องจุลทรรศน์และกล้องโทรทรรศน์ แม้ว่ากล้องจุลทรรศน์ในวันนี้ได้รับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมากที่พวกเขายังคงใช้ชิ้นส่วนพื้นฐานที่เหมือนกัน

หลากหลายรูปแบบ

  • กล้องจุลทรรศน์นักเรียนขั้นพื้นฐานมักจะมีเลนส์ตาเดียวที่ใช้โดยการใส่ตาข้างหนึ่งขึ้นไปและปิดช่องมองภาพอื่น ๆ กล้องจุลทรรศน์กล้องส่องทางไกลมีคู่ของเลนส์ตาให้เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้ กล้องจุลทรรศน์ที่สูงขึ้นใช้ในห้องเรียนอาจจะมีสองคนหรือมากกว่าชุดที่แยกต่างหากจาก eyepieces ช่วยให้มากกว่าหนึ่งคนที่จะสังเกตเห็นตัวอย่างในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นนักเรียนอาจจะมองไปที่เซลล์เม็ดเลือดและครูสามารถตรวจสอบการสังเกตของนักเรียน
ขอบคุณแหล่งที่มา:www.ehow.com

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ไม่อยากหน้าแก่ฟังทางนี้ / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

ไม่อยากหน้าแก่ฟังทางนี้
     เรียกได้ว่าความแก่แม้จะไม่เข้าใครออกใคร แต่ที่หลายคนอาจจะไม่สามารถยอมรับสภาพได้ก็เพราะว่า บางคนอาจจะอายุยังไม่ถึงไหนแต่สภาพหนังหน้าเลยไปกว่าอายุก็มี ทำให้เมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ มักจะถูกเรียกว่ายาย ซึ่งอาจจะสร้างความอับอายอยู่ลึกๆในใจ หรือบางคนที่จะต้องใช้หน้าตาในการประกอบอาชีพ หรือออกงานต่างๆ อย่างดารา เซเล็ป ที่จะต้องมีการอวดผิว และความสาวตลอดกาล เรียกได้ว่าเวลาไม่อาจทำร้ายผิวได้ นั่นเพราะการดูแลต่างๆ ที่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งร้อยไหม ฉีดโบท็ฮกซ์ ดึงหน้า และไม่เว้นแม้แต่การกินอาหารเสริมชะลอแก่ที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้คืนสู่ความสาวอีกครั้ง
อาหารเสริมชะลอแก่ตัวช่วยของสาววัยสามสิบอัพ
ความแก่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองอาจจะเริ่มแก่  ซึ่งหากมองบนใบหน้าและมีริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า หางตา มุมปาก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุที่เข้าสู่เลขสาม  หลายคนที่มีความกังวลถึงความเหี่ยวย่นที่จะมาเยือน หรือแม้แต่ความเครียดจากการทำงาน หรือปัญหากวนใจ แม้แต่การพักผ่อนไม่เพียงพอ รับรองว่าริ้วรอยร่องลึกต่างๆจะมาเยือนแบบไม่ได้รับเชิญแน่นอน  ปัจจุบันมีอาหารเสริมชะลอแก่ที่จะมาเป็นตัวช่วยให้สาวๆ คืนสู่ความเยาว์วัยอีกครั้ง
อาหารเสริมชะลอแก่ย้อนวัยไปอีกสิบปี
อาหารเสริมชะลอแก่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังย่างเข้าสู่เลขสามเพราะหากคุณเริ่มมีริ้วรอย หรือรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า อาหารเสริมชะลอความแก่นี้ จะเป็นอัศวินม้าขาวเพื่อที่จะช่วยให้คุณคลายความกังวลและยังสามารถช่วยคืนสภาพผิวพร้อมกับเตรียมกระชากวัยชราให้ออกไปจากตัวคุณอีกด้วย ยิ่งหากเป็นอาหารเสริมชะลอแก่ที่มีสรรพคุณของสเต็มเซลล์ด้วยแล้ว จะยิ่งช่วยกระชากแบบย้อนวัยคุณกลับไปเป็นสาวอีก10 ปีที่แล้วเลยทีเดียว
อาหารเสริมชะลอแก่ กล่องเดียวเอาอยู่
อาหารเสริมชะลอแก่ ส่วนใหญ่เป็นอาหารเสริมแบบรับประทาน เพื่อที่จะกระชากความชราของคุณออกไป และเรียกความสาวกลับคืนมาและสามารถลดอายุลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งมักจะเห็นผลระยะยาว  บางชนิดกล่องเดียวก็เอาอยู่ เพราะมีสารสกัดที่เข้มข้น และมีส่วนผสมจากธรรมชาติ ทำให้คุณจะรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจ  ไม่ต้องทำให้คุณต้องเสียงเงินเข้าคอร์สแพงๆ และนอกจากคืนความสาวให้คุณแล้ว ยังช่วยให้ผิวพรรณมีความสดใส เปล่งปลั่ง จากสารสกัดต่างๆ อีกด้วย
อาหารเสริมชะลอแก่ ช่วยทำให้หน้าตาดูเด็ก
อาหารเสริมชะลอแก่ ยังสามารถช่วยในเรื่องผิวพรรณสดใส และทำให้หน้าตาดูเด็กขึ้น  เพราะใครๆก็ไม่อยากจะเป็นสาวที่สะสมริ้วรอยบนใบหน้าก่อนวัยอันควร  ซึ่งการหันมาดูแลหน้าตาและผิวพรรณด้วยอาหารเสริมชะลอ จะมีส่วนช่วยทำให้คุณกลับคืนสู่ความสาวได้อีกครั้ง นอกจากนี้ในอาหารเสริมชะลอแก่บางตัวยังมีการผสมสารสกัดที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสื่อมของเซลล์ที่มีความเสียหาย และช่วยต้านความแก่ เพราะมีสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ ที่จะช่วยทำให้สุขภาพผิวของคุณดูดีและไมมีริ้วรอย
                                           ขอบคุณข้อมูลที่มา

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การนับเดือนแบบญี่ปุ่น / Admin SD (Tonan Asia Autotech)



               สำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นทุกคนสามารถนับเดือนของญี่ปุ่นได้..ใช่มั้ยคะ ??
โดยปัจจุบันการนับเลขเดือนก็คือเรียงจากเดือน 1 – 12 ประมาณว่า   一 ichi, 二 ni, 三 san, ….十二 juuni แล้วตามด้วย คำว่า getsu (月) ที่มีความหมายในภาษาไทยแปลว่า เดือน เช่น เดือนมกราคม 1 月 แค่นี้ก็จะสามารถรู้ได้ว่าเดือนอะไรเป็นเดือนอะไรแล้วค่ะ แต่จะมีแค่เดือน 4, 7,และ 9 ที่ค่อนข้างจะทำให้เราสับสนอยู่สักหน่อย เพราะมีคำอ่าน 2 แบบ อย่าสับสนกันนะคะ!!!

               ก่อนปี 1873 ปฏิทินจันทรคติของประเทศจีนก็ได้มีการนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นแล้ว และได้ถูกใช้ในประเทศญี่ปุ่นต่อมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ปฏิทินจันทรคติของจีนยึดถือการโคจรของดวงจันทร์ จึงส่งผลให้ใน 1 ปี มี 12 เดือน และมี 29 หรือ 30 วัน เพราะดวงจันทร์นั้นใช้เวลาโคจรรอบโลกประมาณ 29 วันครึ่ง ปฏิทินจันทรคติก็เลยมี 29 วันครึ่ง ส่งผลให้เกิดเดือนยาว เดือนสั้นขึ้น สำหรับการเริ่มต้นปีตามปฏิทินจันทคตินั้นจะเริ่มที่ราศีมีนประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม จึงถือเอาว่าเป็นวันปีใหม่เพราะเป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกมากที่สุด และยังถือเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย ^6^


ปฏิทินจันทรคติของญี่ปุ่น

แต่วันนี้เราจะขอเสนอการนับเดือนของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เอ..แล้วมันแตกต่างจากเดิมแค่ไหนนะ ไปเรียนรู้กันดีกว่าค่ะ ^^

ชื่อเดือนข้างบนนี้ถูกใช้ในสมัยเฮอัน ประมาณปี 794 – 1185 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ส่วนใหญ่ที่มาของชื่อเดือนในสมัยต่างๆ ก็จะสอดคล้องกับฤดูกาลนั้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นด้วย หรือไม่ก็ตั้งให้เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ^^

ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว เพราะหันมานิยมใช้การนับเลขแบบที่กล่าวไปในตอนต้น แต่ก็อาจจะเห็นในปฏิทินของญี่ปุ่นอยู่บ้าง และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1873 ญี่ปุ่นก็ได้เริ่มใช้ปฏิทินแบบคริสต์ศักราชเช่นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปดังนี้...


           บางทีเราก็สามารถพบเห็นชื่อเดือนในบทกวีหรือนวนิยายต่างๆ ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อคนด้วย อย่างเช่น satsukiและ yayoi ที่นิยมเอาไว้ตั้งชื่อของผู้หญิง


ตารางตัวคันจิและความหมายของชื่อเดือนของญี่ปุ่นสมัยก่อน





ปฏิทินญี่ปุ่นเก่า(1900-1929)


 ปฏิทินยุคปัจจุบัน

คงไม่ยากเกินไปนะคะ และเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับคนที่อยากจะเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น ลองจดจำแล้วนำไปใช้ ก็ถือว่าเท่ห์ไม่ใช่เล่นเลยๆ นะค่ะ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.marumura.com/language/?id=2877

วันแม่แห่งชาติ 2558 / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

วันแม่แห่งชาติ 2558 กลอนวันแม่
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันแม่แห่งชาติ
วันแม่แห่งชาติ 2555

12 สิงหาของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติไทย


ความหมายของคำว่า "แม่"

     คำว่า “แม่” พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ไว้ดังนี้
     แม่ หมายถึง หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
     ในทางพระพุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ซึ่งหมายถึง หญิงที่มีครอบครัวไว้หลายนัย เช่น
     1. แม่ บางทีเรียกว่า มารดา มารดร หมายถึง เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ แม่กอง เป็นต้น อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ภายในกิจการนั้นๆ ในที่นี้มาใช้กับผู้ให้กำเนิดแก่ลูกและหาตัวแทนไม่ได้
        - หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก และหาตัวแทนไม่ได้
        - คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
        - คนที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นนาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ฯลฯ
     รวมความแล้ว "แม่" คือ ผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตภายในบ้านเรือน
     2. ชนนี หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูก, เป็นที่บังเกิดเกล้าของลูก
     3. ภรรยา หรือภริยา หมายถึง
        - เมีย หรือ หญิงผู้เป็นคู่ครองของชาย
        - ผู้เลี้ยง หรือผู้ดูแลสมาชิกของครอบครัว
     นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ ได้แก่ ม , พ , ป ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น
ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)
ภาษาอังกฤษ mom , mam
ภาษาโซ่ เม๋เปะ
ภาษาไทใต้คง เม เป็นต้น
วันแม่แห่งชาติ รักใดเล่ารักแน่เท่าแม่รัก

พระคุณแม่ยิ่งใหญ่หาใดเทียบมิอาจเปรียบแม้ภูผาชลาสินธุ์
น้ำนมที่กลั่นให้ลูกได้ดื่มกินลูกถวิลถึงคุณค่าว่าอนันต์

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
            ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี พ.ศ.2457 โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว 
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
     วันแม่แห่งชาติ งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
     ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
     การที่ใช้ดอกมะลิ เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ
วันแม่แห่งชาติ ใช้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์

ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่
ดอกมะลิดอกไม้ประจำวันแม่
ชื่อ :
มะลิ มะลิลา มะลิหลวง มะลิซ้อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ และชื่อพฤกษศาสตร์ :
Jusminum adenophyllum.
วงศ์ :
OLEACEAE
ลักษณะทั่วไป :
เป็น พรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ออกดอกตลอดปี
การขยายพันธุ์ :
เป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอนกิ่ง
สรรพคุณทางยา :
มะลินอกจากจะมีกลิ่นหอมไว้ดมแล้ว มะลิดอกแห้งใช้ปรุงเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี

ดอกมะลิสัญลักษณ์ประจำวันแม่
มะลิหอมน้อมวางข้างข้างตัก กรุ่นกลิ่น “รัก” บริสุทธิ์ผุดผ่องใส
แทนทุกคำทุกถ้อยร้อยจากใจ เป็นมาลัย “กราบแม่” พร้อมน้อมบูชา
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน 
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง  
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย
*คำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา



        ขอบคุณข้อมูลที่มา