วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

ไวรัสคอมพิวเตอร์ คืออะไร อันตรายของไวรัสคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

ไวรัสคอมพิวเตอร์ – ภัยใกล้ตัวของคนยุคไอที
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไวรัสคอมพิวเตอร์ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเป็นอย่างมาก เป้าหมายการสร้างความเสียหายที่เกิดจากไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ขยายวงกว้างตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไป ไปจนถึงระดับองค์กรใหญ่ระดับโลก ซึ่งถือว่าปัญหานี้เป็นภัยใกล้ตัวคนยุคไอทีในปัจจุบันที่มองข้ามไม่ได้ วันนี้เราจะมาดูกันว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์ นั้นคืออะไรเป็นมาอย่างไร และเราจะมีวิธีป้องกันตัวเองให้พ้นภัยได้อย่างไรกันบ้าง
ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร หมายถึงอะไร
ไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นไม่ใช้เชื้อโรคที่สามารถแพร่กระจายสู่คนได้แต่อย่างใดหรอกครับ แต่มันคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ถูกเขียนและพัฒนาขึ้นมาโดยโปรแกรมเมอร์สายมืด (พวกที่เขียนโปรแกรมสำหรับก่ออาชญากรรมทางด้านไอที) ไวรัสนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับระบบคอมพิวเตอร์โดยจุดมุ่งหมายเริ่มแรกมาจากการกลั่นแกล้งกันเพื่อรบกวนไม่ให้ระบบคอมพิวเตอร์เป้าหมายสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแนวคิดในการเขียนไวรัสเริ่มรุนแรงขึ้นถึงขั้นทำลายข้อมูล และโจรกรรมข้อมูลเพื่อขายในตลาดมืด (มักจะเป็นข้อมูลลูกค้าของธนาคารหรือสถาบันการเงิน) ในปัจจุบันไวรัสและแอนตี้ไวรัสมีการพัฒนาแทบจะเรียกว่าวันต่อวัน จนเราต้องมั่นอัพเดตโปรแกรมสแกนไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ
ไวรัสคอมพิวเตอร์
อันตรายของไวรัสคอมพิวเตอร์
ขีดความสามารถของไวรัสนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าไวรัสตัวนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายใด ไวรัสบางตัวอาจทำแค่รบกวนไม่ให้เราสามารถทำงานตามปกติได้ เช่น ล็อคเมาส์หรือหน้าจอ ทำให้เครื่องช้าลง หรือซ่อนไฟล์งาน เป็นต้น บางตัวก็ใช้สำหรับทำลายข้อมูล หรือแม้กระทั่งการเปิดประตูลับ (Back door) ของเครื่องเป้าหมายอย่างม้าโทรจันเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงาน ไปจนถึงล้วงเอาข้อมูลออกมา ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ไวรัสคอมพิวเตอร์
ช่องทางการแพร่กระจายไวรัสคอมพิวเตอร์
การแพร่กระจายไวรัสคอมพิวเตอร์ในยุคแรก มักจะแพร่กระจายไปกับสื่อบันทึกข้อมูลเป็นหลัก เพราะในสมัยนั้นการใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่ในปัจจุบันก็ยังมีไวรัสที่ใช้วิธีการนี้อยู่ เช่น ไวรัสซ่อนไฟล์ ไวรัสช็อตคัต เป็นต้น พอถึงยุคอินเทอร์เน็ต การแพร่กระจายเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบของ E-mail, การดาวน์โหลดไฟล์, เว็บไซต์ โดยใช้ความอยากรู้อยากเห็นของคนมาเป็นตัวล่อให้เปิดไวรัส ทันทีที่เราเผลอคลิกเข้าไปโดยที่เครื่องไม่มีโปรแกรมสแกนไวรัส ก็จะทำให้ไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่เครื่องเราทันที
ไวรัสคอมพิวเตอร์
จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องเราติดไวรัสเข้าแล้ว
อาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสนั้นสังเกตได้ไม่ยาก ถ้าหากเรารู้สึกว่าเครื่องเริ่มทำงานช้า ๆ อืด ๆ ผิดปกติ อยู่ ๆ เครื่องก็หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ข้อมูลที่เคยมีหายไปทั้งๆที่ไม่ได้ลบ ส่งเสียงหรือมีข่าวแปลกๆแจ้งเตือน ไฟล์งานที่มีถูกเปลี่ยนเป็นขยะ หากพบอาการเหล่านี้ให้ตั้งสติทบทวนก่อนว่าก่อนหน้านี้เราได้ทำอะไรกับเครื่องไปบ้างหรือไม่ เพราะพฤติกรรมบางอย่างก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกับติดไวรัสได้เหมือนกัน
ไวรัสคอมพิวเตอร์
วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์และพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง
ในปัจจุบันอัตราการติดไวรัสเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่าหลักการแพร่กระจายของไวรัสนั้น ใช้ความอยากรู้อยากเห็นของคนเป็นหลัก ยิ่งในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ยิ่งทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ง่าย เช่น ไวรัสที่มากับ E-mail ไวรัสที่โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค หรือส่งข้อความใน inbox ซึ่งหากเราเห็นแล้วเฉยๆ เจ้าไวรัสก็จะทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นวิธีป้องกันเบื้องต้นก็คือ ติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัส ไม่เข้าเว็บไซต์แบบมั่วๆไปตามลิงค์ที่ส่งมาให้ งดพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็นลงเสียบ้าง และเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเท่านั้น นอกจากนี้ต้องมั่นอัพเดตโปรแกรมสแกนไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ เพียงแค่นี้ก็ห่างไกลจากภัยของไวรัสคอมพิวเตอร์แล้วล่ะครับ
ไวรัสคอมพิวเตอร์
จะเห็นได้ว่าไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นสามารถป้องกันได้โดยเริ่มต้นจากพฤติกรรมการใช้งานของเรา เพราะโปรแกรมสแกนไวรัสก็เปรียบเสมือนวัคซีนป้องกันโรค หากเรายังทำตัวเสี่ยงอยู่แล้วเจอไวรัสคอมพิวเตอร์สายพันธุ์ใหม่มา วัคซีนที่มีอาจจะต้านไม่ไหวสุดท้ายเราจะเป็นฝ่ายต้องเจ็บตัวเสียเอง การป้องกันคอมพิวเตอร์แสนรักของเราให้ปลอดภัยนั้นจำเป็นต้องมีโปรแกรมสแกนไวรัสที่ดีทันสมัย และพฤติกรรมการใช้งานที่ดีด้วยเช่นกันครับ
        ขอบคุณแหล่งข้อมูล 


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

19 กันยายน วันพิพิธภัณฑ์ไทย / Admin SD (Tonan Asia Autotech)

รู้หรือไม่? ว่าวันที่ 19 กันยายน ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย  แล้วเคยแปลกใจกันไหมว่าทำไมถึงต้องมีวันพิพิธภัณฑ์ไทยด้วย วันนี้เรามาหาคำตอบพร้อมกันเถอะ..

 ประวัติความเป็นมาของวันพิพิธภัณฑ์ไทย

ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 17 ทางด้านซีกโลกตะวันตก ได้มีการตื่นตัวในด้านการเก็บรวบรวม และสะสมทรัพย์สมบัติ และมรดกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของมีค่า สิ่งเก่าแก่ หรือที่หายากและแปลกๆ เพื่อเป็นหลักฐานทางมรดกวัฒนธรรมของชาติอันเป็นการแสดงถึงความเป็นใหญ่และความมั่งคงของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เด่นชัด ซึ่งเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมนั้น จะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชาตินั้นๆ ได้มีการรวบรวมหลักฐานที่เป็นศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ สิ่งประดิษฐ์จากการคิดค้นหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมบัติของชาติ มาประมวลเป็นหลักฐาน ให้ชีวิตของชนในชาตินั้นได้


พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

และสำหรับในประเทศไทยนั้น ผู้ริเริ่มดำเนินการรวบรวมวัตถุสิ่งต่างๆ เป็นคนแรกได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ ที่พระที่นั่งราชฤดีเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่จัดตั้งแสดงสิ่งสะสมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงรวบรวมไว้ตั้งแต่ครั้งก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ และต่อมาได้ย้ายมาจัดแสดงที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ อันเป็นที่มาของคำว่า “พิพิธภัณฑ์” ในเวลาต่อมา เมื่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพราะจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดตั้ง “มิวเซียม” ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชนแห่งแรกขึ้น ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2417



พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป์

ต่อมาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหมู่พระที่นั่งทั้งหมด ในพระราชวังบวรสถานมงคล จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนครดูแลด้านโบราณคดี วรรณคดี เป็นที่รวบรวมสงวนรักษาโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติพิพิธภัณฑสถานพระนคร ได้มีการเปลี่ยนชื่อและหน่วยงานที่สังกัด อีกหลายครั้ง จนกระทั่งได้มีพระรบกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาที่การพุทธศักราช 2518 จัดตั้งกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เหตุนี้รัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็น วันพิพิธภัณฑ์ไทย นับตั้งแต่ พ.ศ 2538 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นวันที่คนไทยทั้งชาติ ได้รับพระราชทานพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนเป็นครั้งแรก จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ 2417 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่าน และเพื่อปลูกฝังให้คนไทยรัก และหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมอันเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยในวันพิพิธภัณฑ์ไทย

ขอบคุณข้อมูล : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ขอบคุณรูปภาพ : wikipedia,lovethailand.biz
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://scoop.mthai.com/specialdays/5984.html

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

สกุลเงินอาเซียน 10 ประเทศ / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

สกุลเงินอาเซียน อาเซียนของเรายังไม่ได้มีการกำหนดสกุลเงินกลาง ซึ่งจะสามารถใช้กันได้ทั้งอาเซียน 10 ประเทศโดยแต่ละประเทศยังจะใช้สกุลเงินของตนเองต่อไป ซึ่งเมื่อเดินทางข้ามประเทศจะต้องใช้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศนั้นๆ ยกเว้นประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ที่จะสามารถใช้สกุลเงินได้ทั้งสองสกุลในพื้นที่ชายแดนเป็นการเฉพาะ เช่น บริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา สามารถใช้ได้ทั้งเงินบาทของไทย และเงินเรียลของกัมพูชา เป็นต้น


สกุลเงินอาเซียน ทั้งหมดมีดังนี้
สกุลเงินของบรูไน – ดอลลาร์บรูไน (ฺBrunei Dollar, BND)
เงินดอลลาร์บรูไนมีค่าเท่ากับเงินดอลลาร์สิงคโปร์ โดยทางการประเทศบรูไนมีการออกธนบัตรที่มีมูลค่า 1, 5, 10, 50, 100, 500, 1,000 และ 10,000 ดอลลาร์ มีอัตราแลกเปลี่ยนราว 1.3 BND ต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 BND ต่อ 25 บาทไทย
Brunei Dollar
ธนบัตรเงินดอลลาร์บรูไน
สกุลเงินของกัมพูชา – เรียล (Cambodian Riel, KHR)
เงินเรียลกัมพูชา มีการผลิตทั้งเหรียญและธนบัตรหลายระดับราคาออกมาใช้งาน คือ 50, 100, 200, 500, 1,000, 2,000, 5,000, 10,000, 20,000, 50,000 และ 100,000 เรียล โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนราว 4,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ การค้าขายตามแนวชายแดนหรือแม้กระทั่งในเมืองใหญ่ๆของกัมพูชา เราสามารถใช้เงินบาทไทยและเงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อสินค้าและบริการได้
Cambodian Riel
ธนบัตรเงินเรียลกัมพูชา
สกุลเงินของมาเลเซีย – ริงกิต (Ringgit, MYR)
เงินริงกิตมาเลเซียมีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 ริงกิตต่อ 10 บาทไทย หรือราว 3.2 MYR ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เงินริงกิตมาเลเซียถูกผลิตออกมาใช้งานหลายระดับราคาคือ 1, 5, 10, 20, 50 และ 100 ริงกิต
Malaysian Ringgit
ธนบัตรริเงินงกิตมาเลเซีย
สกุลเงินของพม่า – จ๊าต (Myanmar Kyat, MMK)
เงินจ๊าตของพม่ามีอัตราแลกเปลี่ยนราว 32 จ๊าตต่อ 1 บาทไทย หรือราว 1,000 จ๊าตต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการผลิตธนบัตรออกมาใช้งานหลายราคา คือ 1, 5, 20, 50, 100, 200, 500, 1,000, 5,000 และ 10,000 จ๊าต
Myanma Kyat
ธนบัตรเงินจ๊าตของพม่า
สกุลเงินของฟิลิปปินส์ – เปโซ (Philippine Peso, PHP)
เงินเปโซฟิลิปปินส์มีอัตราแลกเปลี่ยนราว 1.35 เปโซต่อหนึ่งบาทไทย หรือราว 44 เปโซต่อดอลลาร์สหรัฐ ธนบัตรเงินเปโซที่ผลิตออกมาใช้งานมีหลายระดับราคาคือ 20, 50, 100, 200, 500 และ 1,000 เปโซ
Philippines Peso
ธนบัตรเงินเปโซฟิลิปปินส์
สกุลเงินของอินโดนีเซีย – รูเปียห์ (Indonesian Rupiah, IDR)
เงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียมีอัตราแลกเปลี่ยนราว 11,700 IDR ต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 370 IDR ต่อบาทไทย ราคาของธนบัตรรูเปียห์ที่ผลิตออกมาใช้งานคือ 1,000, 2,000, 5,000, 10,000, 20,000, 50,000 และ 100,000 รูเปียห์
Indonesian Rupiah
ธนบัตรรูเปียห์อินโดนีเซีย
สกุลเงินของไทย – บาท (Thai Baht, THB)
เงินบาทของไทยมีสถานะค่อนข้างแข็งแกร่งในบรรดาสกุลเงินอาเซียนด้วยกัน เนื่องจากประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงมาก อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยนั้นราว 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ธนบัตรเงินบาทไทยมีผลิตออกมาใช้งานในระดับราคา 20, 50, 100, 500 และ 1,000 บาท
Thailand Baht
ธนบัตรเงินบาทของไทย
สกุลเงินของสิงคโปร์ – ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar, SGD)
เงินดอลลาร์สิงคโปร์นับได้ว่าเป็นสกุลเงินที่แข็งแร่งที่สุดในบรรดาสกุลเงินอาเซียนทั้งหมด มีอัตราแลกเปลี่ยนราว 1.3 SGD ต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 SGD ต่อ 25 บาทไทย ธนบัตรดอลลาร์สิงคโปร์ที่ผลิตออกมาใช้งานคือ 2, 5 10, 50, 100, 1,000 และ 10,000 ดอลลาร์
Singapore Dollar
ธนบัตรเงินดอลลาร์สิงคโปร์
สกุลเงินของลาว – กีบ (Laotian Kip, LAK)
เงินกีบของลาวมีอัตรแลกเปลี่ยนราว 250 กีบต่อหนึ่งบาท หรือราว 8,000 กีบต่อดอลลาร์สหรัฐ ธนบัตรเงินกีบที่มีการผลิตออกมาใช้งานคือ 500, 1,000, 2,000, 5,000, 10,000, 20,000 และ 50,000 กีบ
Laotian Kip
ธนบัตรเงินกีบลาว
สกุลเงินของเวียดนาม – ด่ง (Vietnam Dong, VND)
สกุลเงินด่งของเวียดนามมีอัตราแลกเปลี่ยนราว 21,000 ด่งต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 650 ด่งต่อ 1 บาทไทย ธนบัตรเงินด่งที่ผลิตออกมาใช้งานคือ 1,000 ,2,000, 5,000, 10,000, 20,000, 50,000, 100,000, 200,000 และ 500,000 ด่ง
Vietnam Dong
ธนบัตรเงินด่งเวียดนาม
สกุลเงินอาเซียนแต่ละประเทศมีความแข็งแกร่งตามภาวะเศรษฐกิจของสมาชิกแต่ละประเทศ โดยได้รับการความหมายไว้ว่า เมื่อมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี พ.ศ.2558 สกุลเงินอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะมีความแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก เนื่องมาจากความต้องการสกุลเงินเหล่านี้ในการซื้อขายสินค้าและบริการมีมากขึ้น ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจของอาเซียนภายหลังการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีความแข็งแกร่งขึ้น มีอำนาจการต่อรองในเวทีการค้าระหว่างประเทศสูงขึ้นนั่นเอง
                              ขอบคุณแหล่งข้อมูล 

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วันสารทจีน 2558 ตำนาน การไหว้ในเทศกาลสารทจีน / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

วันสารทจีน 2558 ตำนาน การไหว้ในเทศกาลสารทจีน


วันสารทจีน หรือ เทศกาลสารทจีน  (Sart Chin Day or Ghost Festival or Spirit Festival) จะตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 ตามปีปฏิทินทางจันทรคติของจีน ปีปฏิทินทางจันทรคติของจีนโดยทั่วไปจะช้ากว่าปีปฏิทินทางจันทรคติของไทยประมาณ 2 เดือน หากพลิกดูปฏิทินที่มีทั้งระบบจันทรคติของไทย และของจีน จะเห็นว่า วันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 ของจีนนั้น ทางจันทรคติไทยกลับเป็น วันขึ้น 14 ค่ำเดือน 9
          เทศกาลสารทจีนถือเป็นวันสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยพิธีเซ่นไหว้ และยังถือเป็นเดือนที่ประตูนรกเปิดให้วิญญาณทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้
          Zhongguo nongli qiyue shiwuri shi Zhongyuan Jie.
          จงกว๋อ หนงลี่ ชีเยฺว่ ฉือหวู่รื่อ ฉื้อ จงเยฺวี๋ยน เจี๋ย
          วันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน คือ วันเทศกาลจงเยฺวี๋ยน  วันเทศกาล Zhongyuanของจีน หรือที่เราเรียกว่า วันสารทจีน เป็นวันซึ่งทุกครอบครัวทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้น บางครั้งชาวจีนจึงเรียกวันดังกล่าวว่า GuiJie กุ่ยเจี๋ย หรือ Wangren Jie หวางเหรินเจี๋ย
          Gui = ผี ซึ่งเป็นคำเรียกคนที่ถึงแก่กรรมแล้ว
          Wangren = คนที่ตายไปแล้ว
          Jie = เทศกาล
         GuiJie หรือ Wangren Jie จึงแปลว่า เทศกาลเซ่นไหว้ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว
          ชาวจีนเชื่อกันว่าวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 เป็นวันซึ่งวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนโลกมนุษย์เพื่อมาเยี่ยมครอบครัวของตน เพราะฉะนั้น ในวันนี้ชาวจีนจะทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันทุกครัวเรือน
ตำนานวันสารทจีน

ตำนานที่ 1
          ตำนานนี้กล่าวไว้ว่าวันสารทจีนเป็นวันที่เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้ายจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้นเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึงต้องมีการเปิดประตูนรกนั่นเอง
ตำนานที่ 2
          มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมีนามว่า “มู่เหลียน” เป็นคนเคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับมารดาที่เป็นคนใจบาปหยาบช้าไม่เคยเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์มีจริง ปีหนึ่งในช่วงเทศกาลกินเจนางเกิดความหมั่นไส้คนที่นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นางจึงให้มู่เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลกินเจเหล่านั้นมากินอาหารที่บ้านโดยนางจะทำอาหารเลี้ยงหนึ่งมื้อ
          ผู้ถือศีลกินเจต่างพลอยยินดีที่ทราบข่าวว่ามารดาของมู่เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลครั้งนี้ จึงพากันมากินอาหารที่บ้านของมู่เหลียนแต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจนั้นมีน้ำมันหมูเจือปนอยู่ด้วย การกระทำของมารดามู่เหลียนนั้นถือว่าเป็นกรรมหนัก เมื่อตายไปจึงตกนรกอเวจีมหานรกขุมที่ 8 เป็นนรกขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
          เมื่อมู่เหลียนคิดถึงมารดาก็ได้ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิ จึงได้รู้ว่ามารดาของตนกำลังอดอยากจึงป้อนอาหารแก่มารดา แต่ได้ถูกบรรดาภูตผีที่อดอยากรุมแย่งไปกินหมดและเม็ดข้าวสุกที่ป้อนนั้นกลับเป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปากของมารดาจนพอง แต่ด้วยความกตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสมู่เหลียนได้เข้าไปขอพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ท้าวมัจจุราช) ว่าตนของรับโทษแทนมารดา
          แต่ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการนำร่างลงไปต้มในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ได้ทัน โดยกล่าวว่ากรรมใดใครก่อก็ย่อมจะเป็นกรรมของผู้นั้นและพระพุทธเจ้าได้มอบคัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ให้มู่เหลียนท่องเพื่อเรียกเซียนทุกทิศทุกทางมาช่วยผู้มีพระคุณให้หลุดพ้นจากการอดอยากและทุกข์ทรมานต่างๆ ได้ โดยที่มู่เหลียนจะต้องสวดคัมภีร์อิ๋ว หลันเผินและถวายอาหารทุกปีในเดือนที่ประตูนรกเปิดจึงจะสามารถช่วยมารดาของเขาให้พ้นโทษได้
          นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนจึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมากันโดยตลอดด้วยการเซ่นไหว้ โดยจะนำอาหารทั้งคาวหวาน และกระดาษเงินกระดาษทองไปวางไว้ที่หน้าบ้านหรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก มีนัยว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังจะผ่านมาใกล้ที่พักของตน

กิจกรรมวันสารทจีน
          ชาวจีนเชื่อกันว่าวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 เป็นวันซึ่งวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนโลกมนุษย์เพื่อมาเยี่ยมครอบครัวของตน เพราะฉะนั้น ในวันนี้ชาวจีนจะทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันทุกครัวเรือน กิจกรรมหลักคือ
          Shao zhiqian  ฌาว จื่อเฉียน เผากระดาษเงินกระดาษทอง
          การเผากระดาษเงินกระดาษทองให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปนั้น ก่อนเผากระดาษ ต้องนำหินปูนมาขีดเป็นวงกลมซ้อนกัน 3-4 วงตรงลานบ้านที่จะใช้เผากระดาษ แล้วนำกระดาษเงินกระดาษทองวางไว้ให้อยู่ในวงกลมวงในสุดที่ขีดไว้ ด้วยความเชื่อว่าวงกลมที่วงไว้โดยรอบจะกันมิให้ผีไร้ญาติมาแย่งชิงเอากระดาษเงินกระดาษทองไปได้ หลังจากนั้นจึงเผากระดาษเงินกระดาษทองที่เตรียมไว้ ขณะที่เผาก็กล่าวเชิญบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปให้มารับเงินทองที่เผาไปให้โดยต้องพูดแบบไม่ขาดปากว่า
          lai lingqian.
          XX ไหล หลิ่ง เฉียน
          XX มารับเงินด้วย
          (XX คือให้เติมชื่อผู้ตาย หรือคำเรียก เช่น คุณปู่ คุณย่า ฯลฯ)
          หลังจากเผากระดาษเงินกระดาษทองที่อยู่ในเส้นวงกลมหมดแล้ว ยังต้องนำกระดาษเงินกระดาษทองอีกชุดหนึ่งมาวางไว้นอกเส้นวงกลม แล้วเผาเพื่อแผ่ส่วนบุญให้แก่ผีไร้ญาติ
          กิจกรรมวันสารทจีนที่ทำในแต่ละถิ่นของจีน ไม่ได้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ คนจีนในบางถิ่นจะไปทำพิธีเซ่นไหว้ที่สุสานของบรรพบุรุษในตอนบ่าย บางถิ่นก็ทำพิธีเซ่นไหว้ที่บ้าน แต่สิ่งที่ขาดมิได้ก็คือ ทุกครัวเรือนไม่ว่าจะยากดีมีจน ต้องจัดอาหารอย่างดีโต๊ะหนึ่งเซ่นไหว้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นการเลี้ยงส่งก่อนที่วิญญาณผู้ล่วงลับทั้งหลายจะกลับไปยังภพของตน ดังนั้น จึงเรียกการจัดอาหารเซ่นไหว้นี้ว่า
          Song Wangren
          ซ่ง หวางเหริน
          ส่งผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
อาหารที่จัดเซ่นไหว้วันสารทจีน นอกจากหมูเห็ดเป็ดไก่แล้ว มักมีอีก 4 อย่าง คือ
          1. baozi เปาจึ  ซาลาเปา
          2. jiaozi เจี่ยวจือ  เกี๊ยวแบบเกี๊ยวจีน
          3. mantou หมานโถว  หมั่นโถว
          4. pingguo ผิงกว่อ แอปเปิล



          ในสมัยก่อน เมื่อยังเป็นสังคมเกษตรกรรม สิ่งที่ทุกครัวเรือนทำในวันนี้อีกสิ่งหนึ่งคือ การนำกิ่งธัญพืช 5 อย่าง เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่ว มาผูกรวมเป็นพู่ แล้วปักไว้เหนือประตูหน้าบ้าน โดยถือว่าพู่ธัญพืช 5 อย่างนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนม้า เพื่อว่าเมื่อเสร็จพิธีเซ่นไหว้ และการเลี้ยงส่งแล้ว บรรพบุรุษก็จะได้ขี่ม้ากลับไป เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่บรรพบุรุษของตน พู่ที่ใช้ในพิธีวันสารทจีน เรียกว่า
          wugu suizi หวูกู่ ซุ่ยจึ พู่ที่ทำด้วยธัญพืช 5 อย่าง
การไหว้ในเทศกาลสารทจีน
          การไหว้เจ้าที่ จะไหว้ก่อนในตอนเช้า เผากระดาษเงินกระดาษทองจนเรียบร้อย สายๆ จึงตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษและไหว้ฮ้อเฮียตี๋ บางบ้านนิยมไหว้ตอนบ่าย ถ้าไหว้พร้อมกัน ให้ตั้งโต๊ะแยกจากกัน แต่เผากระดาษเงินกระดาษทองร่วมกันได้  การไหว้ในเทศกาลสารทจีนต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่นๆ ตรงที่แบ่งการไหว้ออกเป็น 3 ชุด
          1. ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่  จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมที่ไหว้ก็ขนมถ้วยฟู กุยช่าย ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีนคือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง
          2. ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ คล้ายของไหว้เจ้าที่พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกงหรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชาจัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ขาดไม่ได้ก็คือขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง
         3. ชุดสำหรับไหว้วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้านของไหว้จะมีทั้งของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการและที่พิเศษคือมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้
ขนมที่ใช้ไหว้วันสารทจีน
          ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ขนมไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า โหงวเปี้ย หรือเรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี
          1. ปัง คือขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำมาจากน้ำตาล
          2. เปี้ย คือขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่
          3. หมี่ คือขนมหมี่เท้า ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าข้างในไส้เต้าซา
          4. มั่ว คือขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดงตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง
          5. กี คือขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาว เวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ
          แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนใช้ขนมเทียน ขนมเข่งในการไหว้ โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมีของคาว 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟู หรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ
         ประเพณีสารทจีนนอกจากจะเป็นประเพณีที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษซึ่งล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นประเพณีที่มีกุศโลบายในการสนับสนุนให้ทุกคนในครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกันอย่างพร้อมหน้าและมีความสุข
ขอบคุณข้อมูลจาก

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บุกเมืองหิมะตะลุยชิม 10 ร้านดัง ที่ Snow Town Bangkok / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)

บุกเมืองหิมะตะลุยชิม 10 ร้านดัง ที่ Snow Town Bangkok

ยินดีต้อนรับสู่ฤดูหนาว กลางใจเมือง กับ เมืองหิมะแห่งใหม่ ที่บอกได้เลยว่ากำลังเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะ ไม่ว่าจะ กิน เที่ยว เล่น มีอยู่ใน Snow Town Bangkok หมดแล้ว และแน่นอน FoodMThai บุกเมืองหิมะทั้งที ไม่พลาดที่จะหาร้านเด็ดๆ มาแนะนำแน่นอน และต้องบอกตรงนี้เลยว่า Snow Restaurant นั้น คัดแต่ร้านเด็ดที่มีชื่อเสียงจาก ญี่ปุ่น มาเปิดสาขาแรกในใน Snow Town Bangkok อีกด้วย ถ้าพร้อมแล้วเราไป บุกเมืองหิมะตะลุยชิม 10 ร้านดัง ที่ Snow Town Bangkok กันเลยครับ
001
1. Yamato Nadeshiko
0002
สำหรับผู้ชื่นชอบราเมน แบบญี่ปุ่น ต้องไปลอง ยามาโตะ นาเดชิโกะ ยามาโตะ ตัวแทนของความเร่าร้อนดั่งรสชาติของน้ำซุปกระดูกหมู นาเดชิโกะ ตัวแทนของความอ่อนโยน ดั่งรสชาติของซุปแบบเกลือและโชยุของราเมนเท็มปุระที่ทอดด้วยศิลปะการทอดแบบญี่ปุ่น จากสุดยอดเชฟที่มาเสิร์ฟรสชาติญี่ปุ่นแท้ๆแบบไม่มีใครเหมือน และ ชาม ดงบุริ ที่บอกเล่าถึงประเพณีแสนงดงามของญี่ปุ่น และยังมีเท็มปุระที่ทอดด้วยศิลปะการทอดแบบญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟที่มาเสิร์ฟรสชาติญี่ปุ่นแท้ๆแบบไม่มีใครเหมือน นอกจากอาหารแล้วพนักงานยังสวมชุดยูกาตะในการให้บริการอีกด้วย
2. KOKUBO Rock Ice
0003
ไปลิ้มลองความหวานแบบดั้งเดิมที่มาจากฮอกไกโดกันที่ร้าน KOKUBO Rock Ice  ร้านขนมหวานรสชาติดั้งเดิมที่ผลิตด้วยส่วนผสมที่มาจากฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็นชูครีมรสละมุน และเครปเค้กที่ผลิตจากวัตถุดิบชั้นดี สดใหม่บอกได้เลยว่าร้าน KOKUBO Rock Ice คนรักขนมหวาน ไม่ควรพลาดครับ
3. Ice is jiro
d569bcd1e40695ca82d1f332cf0c1d0a
ร้านน้ำแข็งใสนุ่มลิ้นรสเลิศจากญี่ปุ่น เมนูแนะนำคือ น้ำแข็งใสราดน้ำเชื่อม รสมัทฉะ ที่ใช้ชาเขียวจากอำเภออุจิ เมืองโตเกียวน้ำแข็งใสอันนุ่มลิ้นยอดนิยมจากญี่ปุ่น มีมาให้ท่านลองลิ้มชิมรสถึงไทยแล้ว รสชาติมีให้เลือกทั้งรสมัทฉะ จากใบชาเขียวแท้ต้นตำรับจากอำเภออุจิ เมืองเกียวโต หรือ รสแป้งถั่วเหลือง ที่ทำจากถั่วเหลืองแท้แสนอร่อยจากญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีรสผลไม้ทั้งสตรอเบอรี่หรือมะม่วงที่ใช้ผลไม้สดเป็นแบบแฮนด์ เมดทั้งหมด อีกด้วย
4. SNOW MIKU Café
004

คอมมิวนิตี้คาเฟ่สำหรับคนรักมังกะ อะนิเมะแห่งแรกของเมืองไทย Snow Miku Sky Town เปิดให้บริการแล้ว! (ก.ค. 2558- มิ.ย. 2559) ที่นี่ที่เดียวที่มีทั้ง อาหาร และเครื่องดื่ม ที่มีเอกลักษณ์ของมิกุ นอกจากนั้นยังมีสินค้าอื่นๆ ทั้งภาพวาดมิกุ หุ่นปั้นมิกุขนาดยักษ์! คอนเทนส์อื่นๆนอกจากมิกุก็มีเช่นกัน ในแต่ละเดือน จะมีการคัดเลือก MVP จากการแข่งขัน แต่งคอสเพลย์ และวาดภาพ เพื่อไปท่องเที่ยว และถ่ายภาพ ลงนิตยสารญี่ปุ่น ซึ่งผลโหวตจะมาจาก “ลูกค้าในร้าน” เท่านั้น ภายในยังมีการ์ตูนโดจินญี่ปุ่นกว่า 500 เล่ม ให้อ่านแบบไม่อั้นอีก ในวันธรรมดา จะมีกิจกรรม เช่น การถ่ายภาพคอสเพลย์ งานขายผลงานวาดเอง เป็นต้น SNOW MIKU Café มังกะเนีย ผู้ที่ชื่นชอบเกม การ์ตูน มังกะ และการแต่งคอสเพลย์ ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด
5. HANA HANA
005สนุกสนานไปกับการรับประทานอาหารในบรรยากาศสุดแสนน่ารักที่ Snow Town Bangkok ไม่ว่าจะเป็นเมนู ซุปอุ่นๆ หรือมันฝรั่งทอดกรอบแสนอร่อย แวะมาดื่มด่ำบรรยากาศสุดน่ารักกันได้ที่นี่ HANA HANA
6. Meat Sapporo
0004 copy

ครั้งแรกในเมืองไทยกับร้านอาหารที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของเนื้อวัวเป็นพิเศษ เนื้อเจงกิสข่านชื่อดังจากฮอกไกโด ที่ประเทศญี่ปุ่น อาหารที่หมักรัมเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีชื่อเสียงมาก ด้วยการหมักที่มีคุณภาพ ทำให้เนื้อมีความอ่อนนุ่ม อร่อยติดลิ้นไม่รู้ลืม ใครอยากลองความอร่อยสุดฟินแบบต้นตำหรับ ฮอกไกโด ต้องมาลิ้มลองความอร่อย ที่ Meat Sapporo ได้เลยครับ
7. Nihonnichi Ekamai
0006 ร้านเหล้าอิซากานะสไตล์ญี่ปุ่น ที่ส่งตรงวัตถุดิบมาจากฮอกไกโด พร้อมให้ทุกท่านสัมผัสบรรยากาศแบบฮอกไกโดแท้ๆจากอาหารที่สดใหม่แสนน่ารับประทาน Nihonnichi Ekamai ยังมีความเชี่ยวชาญด้านปูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไข่ม้วนโรยเนื้อปู เมนูเด็ดของทางร้าน นอกจากนั้น ยังมีซาชิมิสดใหม่ ที่เก็บด้วยระบบเก็บความเย็นเฉพาะตัวที่ต้องมาลองให้ได้ครับ
8. AjiNo Tokeidai
0009
Aji no Tokeidai เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานที่ ฮอกไกโด ตัวแทนแห่งราเมนของซัปโปโร ที่มีประวัติศาสตร์แห่งมิโซะราเมน ซึ่งได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในประเทศญี่ปุ่น โดยปัจจุบันมีสาขากว่า 50 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น อยากให้มาลิ้มลองความอร่อยกับราเมนหลากหลายรสชาติ ทั้งมิโซะราเมนที่ขึ้นชื่อ และโชยุราเมนที่รับรองเลยว่าต้องติดใจหาเวลากลับมาทานซ้ำแน่นอนครับ
9. Steak No Don
0007
แล้วคุณจะลืมความอร่อยเดิมๆของเสต็กและแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อได้มาลองกินที่ Steak no Don
เมนูหลักเสต็กและเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จากกว่า 71 สาขาในประเทศญี่ปุ่น ที่บินตรงมาเปิดสาขาที่ประเทศไทยเป็นที่แรก เพื่อเสิร์ฟความอร่อยให้คนไทยได้ลิ้มรสกันถึงที่ รวมไปถึงเมนูซีฟู๊ดสุดพิเศษที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถรับ ประทานได้ทุกคน ที่สำคัญยังสามารถเติมข้าว ขนมปัง และซุปเพิ่มได้อีกด้วย
10. Snow Mart
0005
ร้านอาหารไทยร้านเดียว ใน Snow Town Bangkok ที่มีครบรสทั้งอาหารคาว หวาน ให้เลือกอิ่มท้องและด้วยบรรยากาศเป็นกันเองในสไตล์ตลาดที่คุณคุ้นเคย Snow Mart มีอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น อาหารจานเดียว ของทานเล่นหรือของหวาน เป็นอีกหนึ่งร้าน ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมา Snow Town Bangkok
หลังจากอิ่มเอม ในบรรยากาศ เย็นสบาย ในเมืองหิมะกันแล้ว ที่ Snow Town Bangkok ยังมี กิจกรรม ในลานหิมะ Snow Play Ground หรือใครชอบขีดๆเขียน ก็ร่วมกิจกรรมกับทาง TeamLab IsLands Sketch Townได้ สถานที่ดีๆ มีกิจกรรมให้ทำทั้งครอบครัว แถมยังมีของอร่อยๆ ให้เลือกอิ่มอร่อย มากมายแบบนี้ สุดสัปดาห์นี้ ถ้าไม่ได้ไปไหน ชวนกันไปหาอะไรทานกันได้ที่ Snow Town Bangkok เลยครับ รับรอง อร่อยทุกร้านFoodMThai รับประกันความอร่อยตามเคย

ข้อมูลร้าน
ที่อยู่
ชั้น 5 ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย 982/22 ถนนสุขุมวิท พระโขนง
คลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์
095-5476870
ย่าน
เอกมัย
จังหวัด
-
เว็บไซต์
www.snowtown.co.th
เวลาเปิด,ปิด
10.00-22.00
บัตรเครดิต
ไม่รับบัตรเครดิต
โปรโมชั่น
ไม่มี
ประเภทอาหาร
ไม่ระบุ
ที่จอดรถ
มีที่จอดรถ
คะแนน
star

           ขอขอบคุณที่มา

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

15 เรื่องแปลกแต่จริงที่ไม่น่าเป็นไปได้ / Admin SD (Tonan Asia Autotech)

15 เรื่องแปลกแต่จริงที่ไม่น่าเป็นไปได้



 1. ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก 
ส่วนใหญ่เราต้องตอบว่า " ยอดเขาเอเวอเรสต์ " แต่ จริงๆ แล้วไม่ใช่ ที่ถูกต้องคือ "ยอดเขามัวนาเคีย ( Mauna Kea)" ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของหมู่เกาะฮาวาย ถ้าวัดจากตีนเขา ซึ่งอยู่ที่ระดับพื้นดินใต้ทะเลจะสูงถึง 10,200 เมตร ทั้งๆที่ยอดเขาเอเวอเรสต์สูงแค่ 8,848 เมตรนั่นเอง


2. สถานที่ใดแห้งแล้งที่สุดในโลก
ทวีป แอนตาร์กติกา ที่ขั้วโลกใต้ พื้นที่บางส่วนของทวีปนี้ ไม่มีฝนตกมาประมาณ 2 ล้านปีแล้ว พื้นที่บางส่วนของที่นี่ไม่มีหิมะ ปราศจากน้ำแข็งและไม่มีฝนตกมาเลย เรียกว่า หุบเขาแห้ง( Dry Valley )เรียกได้ว่าแห้งแล้งกว่าทะเลทรายซาฮาร่า 250 % เลยทีเดียว





3. อะไรคือสิ่งที่มีขนาดใหญ่สุดที่วาฬสีน้ำเงินจะกลืนได้
มันคือ ขนาดของ ส้มหนึ่งผล ส่วน สิ่งที่เล็กที่สุดที่วาฬจะกลืนได้ คือ ฝุ่นทรายใต้ทะเล




 4. สัตว์ชนิดใดอันตรายที่สุดตั้งแต่เคยมีมา 
ครึ่งหนึ่งของมนุษย์ที่เสียชีวิต ประมาณ 45,000 คน ถูกฆ่าด้วยน้ำมือของ ยุงเพศเมีย




 5. โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารกี่ดวง
อย่างน้อย 7 ดวงซึ่งมีอยู่ดวงเดียวที่เรามองเห็น




 6. แสงเดินทางด้วยความเร็วเท่าใด
คำตอบคือไม่แน่นอน มีแต่ในภาวะสุญญากาศเท่านั้นที่แสงจะเดินทาง ด้วยความเร็วเกือบ 300,000 กม. ต่อวินาทีได้ ในตัวกลางอื่นๆแสงจะเปลี่ยนความเร็วไปอย่างมาก



7. อูฐเก็บอะไรไว้ในโหนกของมัน 
ที่เก็บไว้คือ ไขมัน โหนกของอูฐไม่ได้เก็บน้ำไว้น้ำจะอยู่ตามร่างกายอูฐ




8. สิ่งที่ก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
หาก ถ้าเราตอบว่า "พีระมิด หรือ กำแพงเมืองจีน" จริงๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งที่ถูกต้องคือ เฟรชคิลล์ เกาะสำหรับทิ้งขยะในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเกาะที่ชาวอเมริการ่วมกันสร้าง สันนิษฐานว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า จะใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียซะอีก เพราะรวมขยะทั่วโลกกองกันไว้ที่นั่น




9. สิ่งมีชีวิตใดที่มีโอกาสจะรอดชีวิตจากนิวเคลียร์มากที่สุด 
แมลงสาบเป็นคำตอบที่ผิด ประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมพวกเราจึงเชื่อว่าแมลงสาบมีโอกาสรอดที่สุด  นักวิทยาศาสตร์ 2 คนนำแมลงหลากหลายชนิดไปทดสอบกับปริมาณรังสีนิวเคลียร์ในหน่วย แรด (rad) มนุษย์จะตายเมื่อมีรังสี 1000 แรด แมลงสาบ 20 000 แรด แมลงวันผลไม้อยู่ที่ 64000 ขณะที่ตัวต่อจะตายในปริมาณ 180000 แรด ส่วนผู้ที่ครองอันดับหนึ่งคือ แบคทีเรียชื่อไดโนคอดคัส เรดิโอ




 10. สิ่งใดที่ทำให้ตัวอสุจิของผู้ชายคึกคักได้
กลิ่นดอกลิลลี่แห่งหุบเขา ( lilly of the valley)



11. สัตว์อะไรขึ้นสู่อวกาศเป็นตัวแรก 
แมลงวันผลไม้ ขึ้นไปกับจรวด V2 ไม่ใช่สุนัขที่ชื่อ "ไลก้า"




12. คนที่ล่องเรือไปรอบโลกคนแรก
เฮนรี่ เดอะ แบล็ก แต่ไม่มีใครทราบเพราะไปอย่างลึกลับ แต่มีคนไปพบศพที่เกาะแห่งหนึ่งอยู่ที่แหลมของขั้วโลกใต้




13. สัตว์ชนิดใดมีความยาวที่สุดในโลก 
หลายคนตอบว่าต้องเป็นวาฬสีน้ำเงิน แต่จริงๆ ไม่ใช่ แต่เป็น หนอนริบบิ้น ซึ่งถ้ามาวัดขนาด จะยาวกว่าวาฬสีน้ำเงินถึง 11 เท่า



14. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณตัดไส้เดือนออกเป็น 2 ท่อน
ก็ได้แค่ซากไส้เดือนตายนะสิ บางครั้งส่วนหัวอาจมีชีวิตอยู่ แต่คุณไม่ได้ไส้เดือน 2 ตัวจากการแบ่งหรอก





15. เสียงอะไรดังที่สุดในมหาสมุทร 
มันคือ ฝูงกุ้ง ซึ่งดังกว่าเสียงต่างๆ ในทะเลถึง 7 เท่า


ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://webboard.sanook.com/forum/?topic=3672185