วันปิยะมหาราช ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวันหยุดของราชการ ซึ่งจะทำให้ชาวไทย ได้มีโอกาสน้อมรำลึกและร่วมกันไปถวายบังคมหรือวางพวงมาลาแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าที่พระลานหน้าพระราชวังดุสิต ซึ่งพระองค์ทรงมีพระเมตตา เป็นล้นพ้น และทรงทำสิ่งที่ทำให้ชาวไทยได้เป็นอิสระ ด้วยการสั่งให้มีการเลิกทาส ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช"
ความหมายของวันปิยะมหาราช
วันปิยมหาราช หมายถึง วันที่ปวงชนชาวไทย ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชทานชีวิตใหม่ ให้อิสรภาพแด่ปวงชน โดยทรงประกาศเลิกทาส ทรงปรับปรุง และพัฒนาระบบการบริหาร ราชการแผ่นดินและอื่น ๆ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทย และเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ผู้ทรงมี พระมหากรุณาธิคุณ เป็นอเนกประการ หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า "เสด็จพ่อ ร.5"
วันปิยะมหาราชของประเทศไทย
วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น "วันปิยมหาราช" ซึ่งพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยหลายด้าน แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุด และทำให้ชาวไทยได้ปลดปล่อยอิสระแรงงาน ซึ่งถือเป็นการให้ชีวิตใหม่ต่อประชาราษฎร์ คือ การประกาศเลิกทาสนั่นเอง ทำให้พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน"
วันที่ใช้จัดงาน วันปิยะมหาราช
วันปิยะมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันสำคัญและวันหยุดราชการวันหนึ่งของไทย ซึ่งจะมีการจัดงานวันนี้ทุกปี โดย หน่วยงานต่างๆ จะมาวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ และถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า ของทุกปี
ปฏิทินวันปิยมหาราช
วันปิยมหาราช พ.ศ.2549 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2549 / วันจันทร์ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีจอ
วันปิยมหาราช พ.ศ.2550 ตรงกับ วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2550 / วันอังคาร ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีกุน
วันปิยมหาราช พ.ศ.2551 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2551 / วันพฤหัสบดี แรม ๙ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีชวด
วันปิยมหาราช พ.ศ.2552 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2552 / วันศุกร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู
วันปิยมหาราช พ.ศ.2553 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2553 / วันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีขาล
วันปิยมหาราช พ.ศ.2554 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2554 / วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีเถาะ
วันปิยมหาราช พ.ศ.2555 ตรงกับ วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2555 / วันอังคาร ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง
วันปิยมหาราช พ.ศ.2556 ตรงกับ วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2556 / วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะเส็ง
วันปิยมหาราช พ.ศ.2557 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2557 / วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีมะเมีย
วันปิยมหาราช พ.ศ.2558 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2558 / วันศุกร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะแม
วันปิยมหาราช พ.ศ.2559 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2559 / วันอาทิตย์ แรม ๗ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีวอก
ประวัติวันปิยะมหาราช
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประเทศสยามได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการพัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯประกอบกับพระราชกรณียกิจที่ทำให้เกิดความผาสุข แก่ประชาชนซึ่งพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยหลายด้าน แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุด และทำให้ชาวไทยได้ปลดปล่อยอิสระแรงงาน ซึ่งถือเป็นการให้ชีวิตใหม่ต่อประชาราษฎร์ คือ การประกาศเลิกทาส ทำให้พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน"
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 คนไทยทั้งประเทศต้องพบกับความเศร้าโศกครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือพระพุทธเจ้าหลวง ที่ทรงประชวรได้เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ ทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า ทำให้พสกนิกรชาวไทยต่าง เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ต่อมาทางราชการได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า "วันปิยมหาราช" และกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น "กรุงเทพมหานคร" ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็น "สำนักพระราชวัง" ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติฉัตร 5 ชั้น พร้อมประดับโคมไฟ ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแล้วเสด็จฯ ไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันปิยมหาราช ครั้งแรก โดยเกิดขึ้นถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุนี้เองทำให้คนที่เคารพนับถือ สมเด็จพระปิยมหาราช ต่างพากับไปถวายเครื่องสักการะ เพื่อขอพรให้ท่านคุ้มครอง ซึ่งนิยมไปกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าของวันปิยะมหาราชหรือวันที่ 23 ตุลาคมของทุกๆปี
กิจกรรมใน วันปิยมหาราช
เพราะวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงมอบให้แก่ชาวไทย
พิธีวางพวงมาลา
ในตามสถาบันศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้จัดให้มีการใส่ชุดพิธีการไปสักการะและถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 5 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีวงโยธวาทิตจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้นำวงโยธวาทิตของโรงเรียนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหน่วยราชการ พ่อค้า ประชาชน จากทั่วประเทศ ได้นำพวงมาลา หรือพุ่มดอกไม้ไปถวายสักการะ
ทำบุญตักบาตร
ในวัน ปิยะมหาราช แม้จะไม่ตรงกับวันพระ แต่เมื่อเป็นวันหยุดราชการ ทำให้ชาวไทยทุกคนได้มีโอกาสทำบุญ ตักบาตร เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศล และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตามหน่วยงานราชการต่างๆ อาจจะจัดให้มีพิธีสงฆ์หรือการทำบุญ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนี้
จัดนิทรรศการ
นอกจากนี้ ตามสถานศึกษา หรือหน่วยงานราชการ จะมีการจัดบอร์ด หรือจัดนิทรรศการวิชาการเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจและเผยแพร่เกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นการประกาศเกียรติคุณให้ไพศาลสืบไป
เพราะพระองค์ได้ทรงทำประโยชน์และพระราชกรณียกิจมากมายให้กับประเทศสยามและปวงชนชาวไทย ทั้งยังนำเทคโนโลยี และการพัฒนาต่างๆ เช่นการไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ฯลฯ มาให้ประชาชนได้ใช้ เพื่อให้ความทันสมัยและก้าวทันต่างชาติ ซึ่งยังความเจริญให้กับประเทศชาติสืบต่อมา
แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมวันปิยะมหาราช
ในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม ของทุกปี หน่วยงานต่างๆ ทั้งราชการและภาคเอกชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชนจะมาวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ และถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นประเพณีและธรรมเนียมที่ทำสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
กระตุ้นและปลูกฝัง
การสนับสนุนให้กับเยาวชนได้มีการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยการ ปลูกฝังและถ่ายทอดประวัติ และเรื่องราวต่างๆ ที่ รัชกาลที่ 5 ทรงได้พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย การให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของวันสำคัญ จะช่วยปลุกจิตสำนึกของความเป็นไทย และเห็นความสำคัญของวันปิยะมหาราช ทำให้เด็กจดจำและจะทำอย่างต่อเนื่องหรืออาจจะทำตลอดไป
มีส่วนร่วมกิจกรรม
เพราะวัน ปิยะมหาราช จะมีพิธีการต่างๆ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และมีการวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ และถวายบังคม
ซึ่งแนวทางสนับสนุนการส่งเสริมกิจกรรมวันปิยะมหาราช ที่จะให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมก็คือ การจัดให้มีการไปร่วมในพิธี วางพวงมาลา และถวายบังคมยัง ลานพระรูปฯ ซึ่งเป็นสถานที่จริง และบอกเล่าเรื่องราว ว่าเหตุใดจะต้องมาทำพิธีที่นี่
สืบทอดสานต่อกิจกรรมวันปิยะมหาราชต่อไป
เพื่อให้เด็ก เยาวชน ประชาชนในชุมชน ได้ร่วมกันสืบสานและอนุรักษ์พิธีและกิจกรรมของวันปิยะมหาราชให้คงอยู่ต่อไปเกิดความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน เกิดความจงรักภักดี และ ความสามัคคีระหว่างหน่วยงานและประชาชนในท้องถิ่นให้ยืนยาวต่อไป
การส่งเสริมกิจกรรมวันปิยะมหาราช ในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ที่เหล่าข้าราชการ นักเรียน พ่อค้า และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งเผยแพร่พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นการประกาศเกียรติคุณให้ไพศาลสืบต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.myhora.com/ปฏิทิน/วันปิยมหาราช.aspx
แหล่งรวมสินค้า อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดขนาดเล็ก เครื่องมือทดสอบขนาดใหญ่ สินค้าที่ใช้ในโรงงาน พร้อมทั้ง อลูมิเนียมโปรไฟล์ อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่นโคมไฟแว่นขยาย และอื่นๆอีกมากมาย
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558
เคล็ดลับทำมาการอง - Top Tips for Perfect Macarons / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
มาการองดูเหมือนจะทำยาก แต่ถ้าคุณรู้เคล็ดลับเหล่านี้ รับรองผลงานชิ้นเอกของคุณอยู่ไม่ไกลแน่นอน
ขนาดของส่วนผสมที่นำเข้าอบต้องเท่ากันเพื่อให้คุมเวลาสุกได้พร้อมกัน หากคุณไม่สามารถหาซื้อแผ่นแม่พิมพ์ ลองทำแบบพิมพ์เองโดยใช้ก้นแก้วขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5ซม. วาดบนกระดาษไข ระยะห่างกัน 5ซม. เวลาใช้งานให้ปูทับด้วยกระดาษไขอีกแผ่นเพื่อให้เห็นภาพด้านล่าง
สีของมาการอง
ควรใช้สีผสมอาหารแบบน้ำ โดยใส่พร้อมกับไข่ขาวและตีพร้อมกัน ก่อนใส่น้ำตาล ถ้าสีไม่เข้มพอสามารถใส่หลังตีไข่ขาวขึ้นยอดแล้ว แต่ต้องผสมเบาๆด้วยตระกร้อมือ
ควรใช้สีผสมอาหารแบบน้ำ โดยใส่พร้อมกับไข่ขาวและตีพร้อมกัน ก่อนใส่น้ำตาล ถ้าสีไม่เข้มพอสามารถใส่หลังตีไข่ขาวขึ้นยอดแล้ว แต่ต้องผสมเบาๆด้วยตระกร้อมือ
เตรียมส่วนผสมให้พร้อม
ส่วนผสมต่างๆควรชั่งตวงและเตรียมให้พร้อมก่อนผสม เช่นหากไม่ร่อนน้ำตาลไอซิ่งกับผงอัลมอนด์ ผลมาการองที่ได้จะไม่ฟู
ส่วนผสมต่างๆควรชั่งตวงและเตรียมให้พร้อมก่อนผสม เช่นหากไม่ร่อนน้ำตาลไอซิ่งกับผงอัลมอนด์ ผลมาการองที่ได้จะไม่ฟู
เมอร์แรงค์มันเงา
วิธีตีไข่ขาวให้มันเงาต้องเลือกไข่ที่สด ไม่เย็นเกินไป และห้ามมีส่วนผสมไข่มันในอ่างตีเด็ดขาด เพราะไข่ขาวคุณจะไม่ฟูเงา เช่นเศษไข่แดง หรืออ่างผสมที่ล้างไขมันออกไม่หมด คุณอาจใช้น้ำร้อนล้างอ่างผสมและเช็ดให้แห้งก่อนตี
วิธีตีไข่ขาวให้มันเงาต้องเลือกไข่ที่สด ไม่เย็นเกินไป และห้ามมีส่วนผสมไข่มันในอ่างตีเด็ดขาด เพราะไข่ขาวคุณจะไม่ฟูเงา เช่นเศษไข่แดง หรืออ่างผสมที่ล้างไขมันออกไม่หมด คุณอาจใช้น้ำร้อนล้างอ่างผสมและเช็ดให้แห้งก่อนตี
ตีไข่ขาวใครว่าไม่สำคัญ
เทคนิคการตีไข่ขาว ให้ตีไข่ขาวขึ้นฟองด้วยความเร็วสูง 10 วินาทีก่อน แล้วค่อยๆใส่น้ำตาล อาจแบ่งเป็น 3 ส่วน อย่าเทพรวดเดียว เมอร์แรงค์ที่ดีคือตั้งยอดอ่อน หรือหากคว่ำอ่างผสมแล้วมันไม่ไหลออกมา
เทคนิคการตีไข่ขาว ให้ตีไข่ขาวขึ้นฟองด้วยความเร็วสูง 10 วินาทีก่อน แล้วค่อยๆใส่น้ำตาล อาจแบ่งเป็น 3 ส่วน อย่าเทพรวดเดียว เมอร์แรงค์ที่ดีคือตั้งยอดอ่อน หรือหากคว่ำอ่างผสมแล้วมันไม่ไหลออกมา
มือต้องเบา
การผสมเมอร์แรงค์กับส่วนของแห้งให้ค่อยๆแบ่งใส่ทีละนิด ใช้ไม้พายตะล่อม (Folding) อย่างรวดเร็วและเบามือ
การผสมเมอร์แรงค์กับส่วนของแห้งให้ค่อยๆแบ่งใส่ทีละนิด ใช้ไม้พายตะล่อม (Folding) อย่างรวดเร็วและเบามือ
ใครว่าน้อยไป
คุณไม่จำเป็นต้องเลิอกหัวบีบให้เสียเวลา ก็แค่ใช่ถุงพลาสติกแล้วตัดก้นถุงเป็นรูเล็กๆก็ใช้ได้แล้ว แล้วใช้สปาตูลาเกลี่ยผิวหน้าใหเรียบ ไม่ให้มียอดแหลม เพราะเราไม่ได้เมอร์แรงค์อบ
คุณไม่จำเป็นต้องเลิอกหัวบีบให้เสียเวลา ก็แค่ใช่ถุงพลาสติกแล้วตัดก้นถุงเป็นรูเล็กๆก็ใช้ได้แล้ว แล้วใช้สปาตูลาเกลี่ยผิวหน้าใหเรียบ ไม่ให้มียอดแหลม เพราะเราไม่ได้เมอร์แรงค์อบ
เคาะๆไล่อากาศ
เมื่อบีบส่วนผสมลงพิมพ์แล้ว ควรกระแทกถาดสัก 2-3 ครั้งเพื่อไล่อากาศออก แล้ววางพักสักครู่ 5-10นาทีก่อนนำเข้าอบ เพื่อให้ผิวหนัาเรียบและแห้งเล็กน้อย
เมื่อบีบส่วนผสมลงพิมพ์แล้ว ควรกระแทกถาดสัก 2-3 ครั้งเพื่อไล่อากาศออก แล้ววางพักสักครู่ 5-10นาทีก่อนนำเข้าอบ เพื่อให้ผิวหนัาเรียบและแห้งเล็กน้อย
ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบ
อย่ารีบเอาขนมที่อบแล้วออกจากถาดอบ รอให้อุ่นสักนิด 2-3 นาทีแล้วเอาออกมาวางวางที่ตระแกรงแต่ก็ไม่ต้องรอจนเย็นเพราะขนมจะติดกับถาดอบ
อย่ารีบเอาขนมที่อบแล้วออกจากถาดอบ รอให้อุ่นสักนิด 2-3 นาทีแล้วเอาออกมาวางวางที่ตระแกรงแต่ก็ไม่ต้องรอจนเย็นเพราะขนมจะติดกับถาดอบ
วิธีการบีบไส้
ให้บีบไส้ด้วยถุงบีบเพียงเล็กน้อยด้านเดียว อย่าถึงขอบเพราะจะล้นออกมา นำอีกด้านของมาการองมาประกบแล้วบิดเล็กน้อยเพื่อให้ครีมกระจายทั่ว วิธีรับประทานให้อร่อยให้เก็บในกล่องสูญญากาศแช่เย็นข้ามคืน ผลที่ได้มาการองจะเหนียวและอร่อยมากขึ้น
ให้บีบไส้ด้วยถุงบีบเพียงเล็กน้อยด้านเดียว อย่าถึงขอบเพราะจะล้นออกมา นำอีกด้านของมาการองมาประกบแล้วบิดเล็กน้อยเพื่อให้ครีมกระจายทั่ว วิธีรับประทานให้อร่อยให้เก็บในกล่องสูญญากาศแช่เย็นข้ามคืน ผลที่ได้มาการองจะเหนียวและอร่อยมากขึ้น
วิธีเก็บมาการอง
ถ้าคุณยังเหลือส่วนแป้งที่อบแล้วแต่ยังไม่ได้บีบไส้ แนะนำให้เก็บใส่กล่อง และแช่แข็ง ซึ่งเก็บไว้ได้ถึง 3 สัปดาห์ แต่ส่วนไส้เพื่อความสดควรทานทันที ไม่แนะนำให้เก็บ
ถ้าคุณยังเหลือส่วนแป้งที่อบแล้วแต่ยังไม่ได้บีบไส้ แนะนำให้เก็บใส่กล่อง และแช่แข็ง ซึ่งเก็บไว้ได้ถึง 3 สัปดาห์ แต่ส่วนไส้เพื่อความสดควรทานทันที ไม่แนะนำให้เก็บ
| สูตรและวิธีทำมาการอง (Macaroon) |
ขอบคุณข้อมูลจาก
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันเทคโนโลยีของไทย (19 ตุลาคม) / Admin SD (Tonan Asia Autotech)
วันเทคโนโลยีของไทย (19 ตุลาคม) เป็นวันเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน และกิจกรรมเกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะที่ทรงเป็น พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย โดยมีการเริ่มจัดงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544
จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543 ได้มีมติว่า ให้ความเห็นชอบในการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และให้วันที่ 19 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันเทคโนโลยีของไทย” เนื่องจากวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงอำนวยการสาธิตฝนเทียมสูตรใหม่ครั้งแรกของโลกด้วยพระองค์เอง ณ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และทรงพระปรีชาสามารถทำให้ฝนตกลงตรงเป้าหมาย ท่ามกลางสายตาของคณะผู้แทนของรัฐบาลจากต่างประเทศ เป็นครั้งแรก? โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “วันเทคโนโลยีของไทย” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด โดยทรงศึกษาค้นคว้าวิจัย และทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนเป็นการแสดงเทคโนโลยี ที่คิดค้นประดิษฐ์และพัฒนาโดยคนไทย เพื่อเป็นการกระตุ้น ให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นและเข้าร่วมพัฒนาเทคโนโลยีของไทย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซตต์ สหรัฐอเมริกา มีพระนามในชั้นเดิมว่า พระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเท) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ทรงได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จขึ้นครองราชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการมหาพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสสริยศขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล และพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ตามลำดับ) กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร มีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์ คือ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยะชาติ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนมาแตร์ เดอี ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๕ ในปีต่อมา ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จบรมเชษฐาธิราช ไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงเข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซานน์ วันที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๘ ทรงย้ายมาศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเอกอล นูแวล เอด ลา ซืออิส โรมองค์ เมืองแชลลี ซูร โลซานน์ จากนั้นทรงเข้าศึกษาและได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ บาเชอเลียร์ เอสแลตรส์ จากโรงเรียน ยิมนาส คลาสสิค กังโตนาล แห่งเมืองโลซานน์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๑ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยและทรงพระปรีชาสามารถในวิชาวิศวกรรมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงทรงเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ในแผนกวิทยาศาสตร์ สาขาสหวิทยาศาสตร์และแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ กลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่ทรงเปลี่ยนแนวการศึกษาใหม่ให้เหมาะสมกับที่จะต้องทรงรับพระราชภาระในฐานะพระประมุขของประเทศ โดยทรงศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์แทนวิชาในแผนกวิทยาศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.tlcthai.com/education/history-of-thailand/4531.html
ประวัติ
จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543 ได้มีมติว่า ให้ความเห็นชอบในการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และให้วันที่ 19 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันเทคโนโลยีของไทย” เนื่องจากวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงอำนวยการสาธิตฝนเทียมสูตรใหม่ครั้งแรกของโลกด้วยพระองค์เอง ณ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และทรงพระปรีชาสามารถทำให้ฝนตกลงตรงเป้าหมาย ท่ามกลางสายตาของคณะผู้แทนของรัฐบาลจากต่างประเทศ เป็นครั้งแรก? โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “วันเทคโนโลยีของไทย” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด โดยทรงศึกษาค้นคว้าวิจัย และทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนเป็นการแสดงเทคโนโลยี ที่คิดค้นประดิษฐ์และพัฒนาโดยคนไทย เพื่อเป็นการกระตุ้น ให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นและเข้าร่วมพัฒนาเทคโนโลยีของไทย
พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซตต์ สหรัฐอเมริกา มีพระนามในชั้นเดิมว่า พระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเท) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ทรงได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จขึ้นครองราชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการมหาพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสสริยศขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล และพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ตามลำดับ) กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร มีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์ คือ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยะชาติ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนมาแตร์ เดอี ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๕ ในปีต่อมา ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จบรมเชษฐาธิราช ไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงเข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซานน์ วันที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๘ ทรงย้ายมาศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเอกอล นูแวล เอด ลา ซืออิส โรมองค์ เมืองแชลลี ซูร โลซานน์ จากนั้นทรงเข้าศึกษาและได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ บาเชอเลียร์ เอสแลตรส์ จากโรงเรียน ยิมนาส คลาสสิค กังโตนาล แห่งเมืองโลซานน์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๑ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยและทรงพระปรีชาสามารถในวิชาวิศวกรรมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงทรงเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ในแผนกวิทยาศาสตร์ สาขาสหวิทยาศาสตร์และแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ กลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่ทรงเปลี่ยนแนวการศึกษาใหม่ให้เหมาะสมกับที่จะต้องทรงรับพระราชภาระในฐานะพระประมุขของประเทศ โดยทรงศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์แทนวิชาในแผนกวิทยาศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.tlcthai.com/education/history-of-thailand/4531.html
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558
เมื่อสายตาพร่ามัว วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ Gen S (Generation of Screen) / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
ภาพ : shutterstock.com
เมื่อสายตาพร่ามัววิถีชีวิตของคนยุคใหม่นับวันต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นยุค Gen S (Generation of Screen) ซึ่งเป็นยุคโลกดิจิตอลที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลาง "จอ” รอบตัว
โดยเฉพาะ 4 จอที่ว่าได้แก่ จอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ต จอมือถือ และจอโทรทัศน์ นับวันเรายิ่งถูกเทคโนโลยีเหล่านี้ผลักดันให้ใช้สายตามากขึ้นและนานขึ้น โดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำร้ายสุขภาพตาแบบไม่รู้ตัว
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ จากชมรมโภชนวิทยามหิดล กล่าวว่า ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพสายตาของคนไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าคนไทยไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ สาเหตุหลักมาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อเป็นเวลานาน และยังพบว่าใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว จึงทำให้เกิดอาการเมื่อยตา ตาแห้ง เคืองตา แสบตา แพ้แสง #ตาพร่า ปวดตา ปวดศีรษะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาสายตา เช่น การทำงานกลางแจ้งนานๆ การอ่านหนังสือในที่มีแสงน้อย การสูบบุหรี่ เป็นต้น
เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
• กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20-22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8-10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2-3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง
• ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบสลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน --กินอาหารลดอาการตาแห้ง--
• กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ
ภาพ : shutterstock.com
• ถั่วประเภทนัท(Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา
• ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย
• น้ำมันปอ(Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้ ดังนั้น ในแต่ละวันเราจึงควรหยุดพักและละสายตาจากจอต่างๆ เป็นระยะๆ เพื่อผ่อนคลายสายตา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
อย่ารอ...ที่จะดูแลและถนอมสุขภาพดวงตาของคุณ เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของดวงตาที่สดใสไปได้นานๆ
แหล่งที่มา :
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ดื่มนมเวลาไหนได้ประโยชน์สูงสุด / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
ดื่มนมชนิดไหน? เวลาไหน? ได้ประโยชน์สูงสุด
นม จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดอุดมไปด้วยสารอาหารบำรุงร่างกายและสมอง ดื่มได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่ …. หลายๆคนพบกับปัญหาจากการดื่มนม เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง ท้องผูก ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากเราดื่มนมไม่ถูกกับช่วงการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะและสำใส้ แล้วเวลาไหนบ้างที่ดื่มนมแล้วจะดีต่อสุขภาพมาดูกันค่ะ
นาฬิกาการดื่มนม
เลือกดื่มนมในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น.
เหมาะกับการเลือกดื่มนมเปรี้ยวมากที่สุด เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ส่งเสริมกระบวนการขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น
เหมาะกับการเลือกดื่มนมเปรี้ยวมากที่สุด เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ส่งเสริมกระบวนการขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น
เลือกดื่มนมในช่วงเวลา07.00 – 09.00 น.
หลังรับประทานอาหารเช้า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานและส่งเสริมกระบวนการย่อยให้ดียิ่งขึ้น
หลังรับประทานอาหารเช้า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานและส่งเสริมกระบวนการย่อยให้ดียิ่งขึ้น
เลือกดื่มนมในช่วงเวลา 09.00 – 12.00 น.
เวลานี้เป้นช่วงเวลาที่มนุษย์เราเริ่มใชเ้สมองมากขึ้นเพราะเป็นช่วงเวลาทำงาน เวลาเรียน ควรเลือกดื่มนมหรือโยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ดีขึ้น
เวลานี้เป้นช่วงเวลาที่มนุษย์เราเริ่มใชเ้สมองมากขึ้นเพราะเป็นช่วงเวลาทำงาน เวลาเรียน ควรเลือกดื่มนมหรือโยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ดีขึ้น
เลือกดื่มนมในช่วงเวลา 15.00-17.00 น.
บ่ายแก่ๆ เป็นช่วงการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ขับของเสียออกจากร่างกาย จึงเหมาะกับการดื่มนมประเภทนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ เพราะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกายให้ดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
บ่ายแก่ๆ เป็นช่วงการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ขับของเสียออกจากร่างกาย จึงเหมาะกับการดื่มนมประเภทนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ เพราะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกายให้ดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เลือกงดดื่มนมช่วงเวลา 17.00 – 20.00 น. เลือกดื่มผลไม้แทน
ช่วงเย็น เป็นช่วงที่ร่างกายของเรามีการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เดินทางกลับบ้าน เพราะฉะนั้น ไม่เหมาะที่จะดื่มนม ควรเลือกเป็นการดื่มน้ำผลไม่แทน
ช่วงเย็น เป็นช่วงที่ร่างกายของเรามีการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เดินทางกลับบ้าน เพราะฉะนั้น ไม่เหมาะที่จะดื่มนม ควรเลือกเป็นการดื่มน้ำผลไม่แทน
เลือกงดดื่มนมช่วงเวลา 21.00-23.00 น.
ดึกแล้วเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการพักผ่อน ควรเลือกดื่มนม UHT ชนิดจืดแต่อุ่นๆ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับสบายมากขึ้น
ดึกแล้วเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการพักผ่อน ควรเลือกดื่มนม UHT ชนิดจืดแต่อุ่นๆ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับสบายมากขึ้น
งดดื่มนม 23.00-05.00 น.
เนื่องจากเป้นช่วงระบบการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะระบบการย่อน้ำย่อยต่างๆพักการทำงาน ควรนอนหลับพักผ่อนและงดเครื่องดื่มทุกชนิดในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่และตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในเช้าวันใหม่
เนื่องจากเป้นช่วงระบบการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะระบบการย่อน้ำย่อยต่างๆพักการทำงาน ควรนอนหลับพักผ่อนและงดเครื่องดื่มทุกชนิดในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่และตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในเช้าวันใหม่
นมจัดเป็นอาหารที่มากคุณค่า แต่หากเลือกดื่มไม่ถูกชนิด ไม่ถูกเวลา อาจทำให้คุณพลาดประโยชน์ที่ดีจากการดื่มนมไป เมื่อทราบนาฬิกานมแล้ว ควรหันมาดื่มนมให้ตรงเวลาและตรงชนิดเพื่อสุขภาพที่ดีกว่ากันค่ะ
ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.mamaexpert.com/topic/10795
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันไปรษณีย์โลก 9 ตุลาคมของทุกปี / Admin SD (Tonan Asia Autotech)
ในวันที่ 9 ตุลาคมของทุกปี จะมีกิจกรรมงานเฉลิมฉลองใน วันไปรษณีย์โลก (World Post Day) ซึ่งถือว่าเป็นวันครบรอบการก่อตั้ง องค์การไปรษณีย์สากล (UPU) โดยเริ่มก่อตั้งครั้งแรกในปี 1874 ที่เมืองสวิตส์, เบิร์น ซึ่งวันที่ 9 ตุลาคมนี้ที่ได้รับว่าเป็นวันไปรษณีย์โลก ได้มาจากการตกลงในมติที่ประชุมองค์การไปรษณียสากลของโตเกียว ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1969 ที่นี่เรามาดูประวัติ ไปรษณีย์ในประเทศไทยของเราบ้าง
From Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=A6tbU3sLksk
การไปรษีย์ในประเทศไทย
ในประเทศไทยของเราได้รับอิทธิพลมาจากกงสุลของประเทศอังกฤษ โดยได้เอาระบบการติดต่อสื่อสาร ทางไปรษณีย์มาใช้ในการติดต่อกันระหว่างกรุงเทพฯ กับสิงคโปร์ คือ ในราวปี พ.ศ. 2410 ปลายรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น จึงจำเป็นต้องติดต่อสื่อสาร ส่งข่าวไปมากับต่างประเทศมากขึ้น จึงได้จัดการรับบรราดาจดหมายเพื่อติดต่อกับต่างประเทศ โดยใช้สถานที่ตึกยามท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหลังกงสุงอังกฤษเปิดเป็นที่ทำการ โดยใช้ตราไปรษียากรของสหพันธรัฐมลายาและอินเดีย ซึ่งพิมพ์อักษร “B” ประทับลงบนดวงตราไปรษณียการนั้นๆ แทนคำว่า “Bangkok” และจำหน่ายจดหมายเล่านั้นไปประทับตราวันที่ที่สิงคโปร์ โดยฝากกับเรือค้าขายภายใต้ร่มธงอังกฤษ เพื่อไปยังประเทศสิงคโปร์ต่อไป (การรับ-ส่งจดหมายของกงสุลนี้ได้มีมาช้านานจนกระทั่ง พ.ศ. 2425 จึงได้เลิกไป)
วันไปรษณีย์โลกวันไปรษณีย์โลก
สถานที่ทำการไปรษณีย์ในอดียและ บุรุษไปรษณียกับตู้ไปรษณีย์
ที่ทำการไปรษีย์ สมัยรัชกาลที่ 5 และบุรุษไปรณีย์ กับตู้ไปรษณีย์สมัยก่อน
มีหลักฐานปรากฎในจดหมายเหตุของหลวงว่าประมาณกลางปี พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช (ข้าราชการสำนักในต้นรัชกาลที่ 5) ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงพระราชดำริจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย
วันไปรษณีย์โลกวันไปรษณีย์โลก
บุรุษไปรษณีย์กับการส่งจดหมายแก่ชาวบ้านในสมัยก่อน
บุรุษไปรษณีย์ใน พ.ศ. 2435 , และ บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายถึงชาวบ้าน
หลังจากนั้นรัชกาลที่ 5 งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์ขึ้น ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2426 เป็นปฐม มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เหนือปากคลองโอ่งอ่าง และในวันเดียวกันนี้เอง (ซึ่งตรงกับวันเสาร์เดือนเก้าขึ้นค่ำหนึ่ง ปีมะแม เบญจศก 1245) ก็ได้มีประกาศเปิดการไปรษณีย์ทดลองในกรุงเทพฯโดยกำหนดให้มีบริการไปรษณีย์ภายในอาณาเขต ดังนี้คือ
1.ด้านเหนือ ถึง สามเสน
2.ด้านตะวันออก ถึง สระประทุม
3.ด้านใต้ ถึง บางคอแหลม
4.ด้านตะวันตก ถึง ตลาดพลู
วันไปรษณีย์โลก
การเปิดบริการไปรษณีย์ในเขตกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ปรากฏว่า เมื่อดำเนินการมาได้เดือนเศษ ปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการมาก ได้ยังความชื่นชม สมพระราชหฤทัยมาก ดังจะเห็นได้จากกระแสพระราชดำรัส ซึ่งทรงพระราชทานแด่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ข้าทูลละออง ธุลีพระบาท ราชทูตอเมริกันและท่านเอเย่นต์กอมิสแซและกงสุลต่างประเทศ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา เมื่อวัน ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2426 มีความตอนหนึ่งว่า
” การไปรษณีย์ซึ่งได้เปิดใช้โดยส่งหนังสือในแขวงจังหวัดกรุงเทพฯ เสมอนั้น ก็เป็นที่แปลกใจของเราที่ไม่คิดว่าคนไทยจะใช้หนังสือกันถึงเพียงนี้ ทำให้เรามีความประสงค์ที่จะจัดการให้ได้ส่งหนังสือไปมาให้ได้ตลอดพระราชอาณาจักรสยามได้โดยเร็ว จะเป็นประโยชน์ในการค้าขายแลทางราชการมาก แล้วภายหลังเราหวังใจว่าคงจะทำตามคำเชิญของท่านผู้จัดการไปรษณีย์ใหญ่ในกรุงเยอรมนี ให้กรุงสยามเข้าจัดการส่งหนังสือไปมาได้ทั่วโลก คือเข้าในหมู่พวกการไปรษณีย์อันรวมกัน “
6 สิ่งต้องห้ามฝากส่งทางไปรษณีย์
วันนี้(10ต.ค.) บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เคยได้ชี้แจงกรณีมีผู้ใช้บริการฝากส่งสิ่งมีชีวิตผ่านบริการไปรษณีย์ อาทิ เต่า งู ปลากัด ซึ่งตามระเบียบไปรษณีย์ไทย ได้ มีสิ่งของต้องห้าม 6 ชนิด ที่ไม่รับฝากส่ง ดังนี้สิ่งมีชีวิตและสิ่งเสพติด วัตถุลามกอนาจาร วัตถุระเบิด/วัตถุไวไฟ วัตถุมีคมที่ปราศจากสิ่งหุ้มห่อ และธนบัตรทั้งหมดเป็นสิ่งของต้องห้ามฝากส่งทางไปรษณีย์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://scoop.mthai.com/specialdays/5360.html
เทคนิกการถอยรถเข้าซองง่ายๆ ที่สาวๆทำได้ยากมาก / ADMIN - SJ (TONAN ASIA AUTOTECH)
การถอยรถเข้าซองข้างฟุตบาทสำหรับมือใหม่บอกเลยครับว่าไม่ง่าย ถึงแม้จะเป็นมือเก่าถ้ายังไม่รู้เทคนิกบอกเลยครับว่ามีชนแน่นอน ยิ่งสาวๆด้วยแล้วการจะถอยจอดเข้าซองแบบนี้ผมว่าพวกเธอหาที่จอดใหม่ดีกว่า
วันนี้ผมเลยเอาเทคนิกการถอยเข้าซองที่ได้ผล 100% มาฝากกันครับ นอกจากต้องใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว การถอยเข้าซองแบบนี้ยังเป็นหนึ่งในท่าสอบใบขับขี่่ที่ทำคนตกม้าตายมาเยอะแล้วครับ ลองเอาเทคนิกนี้ไปใช้ดูมีประโยชน์แน่นอนครับ
- ขับรถขึ้นมาตีคู่กับรถคันที่อยุ่ด้านหน้าที่จอด(สีน้ำเงิน)โดยให้ท้ายรถอยู่ในระนาบเดียวกันดังรูปและให้ด้านข้างห่างจากคันสีน้ำเงินประมาณ 2 ฟุต
- ให้หักพวงมาลัยรถเข้าหารถคนสีน้ำเงิน(หมุนเข้าหาฟุตบาท)เอาให้สุดวงเลยนะครับ และขณะเดียวกันก็ค่อยๆถอยรถไปด้วยเล็กน้อย จะทำให้รถของเราทำมุม 45 องศาพอดี ถึงตอนนี้เราจะมองเห็นป้ายทะเบียนขอบรถคันที่อยุ่หลังที่จอด(คันสีแดง)แล้ว
- ตั้งพวงมาลัยให้ตรงแล้วถอยยาว
- ถอยรถจนหน้ารถของเราพ้นจากท้ายรถคันข้างหน้า(สีน้ำเงิน) ดูคันข้างหลังไปด้วยละเดี๋ยวชน
- หมุนพวงมาลัยออกไปทางตรงข้ามกับฟุตบาทให้สุด แล้วค่อยๆถอยรถเบาๆจะช่วยให้หมุนพวงมาลัยได้ง่ายขึ้น รถจะค่อยๆเคลื่อนเข้าขนานกับฟุตบาทแล้วครับ
- เมื่อเข้าที่แล้วก็จัดการคืนล้อรถให้ตรงก็เป็นอันเรียบร้อย ขยับให้มีช่องว่างให้พอดีกับรถทั้งข้างหน้าข้างหลัง เพื่อใม่ให้ชิดด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป
นี่เป็นเทคนิกง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ถ้ารู้หลักการ เมื่อทำจนชินแล้วบอกเลยครับว่าการหาที่จอดรถของเราในเมืองที่แสนแออัดจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นครับ
ที่มา : http://www.widemagazine.com/9951
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
“Lost Stars” Please don’t see just a boy caught up in dreams and fantasies ได้โปรดอย่ามองเห็นผมเป็นเพียงแค่เด็กชายที่หลงไหลอยู่ในโลกแ...
-
ในการเลือกใช้วัสดุสำหรับงานบางประเภท วิศวกรจำเป็นต้องทราบถึงคุณสมบัติความเหนียว (Toughness) ของวัสดุ เพื่อประเมินโอกาสการแตกหักเสียหาย และค...
-
ใบวัดมุม (Bevel Protractor) 7.1.1 ลักษณะส่วนประกอบของใบวัดมุม ลักษณะงานที่ใช้วัดด้วยใบวัดมุม การผลิตชิ้นงานให้ได้ขนาดตามแบบกำหนดบางครั้งจะ...







