แหล่งรวมสินค้า อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดขนาดเล็ก เครื่องมือทดสอบขนาดใหญ่ สินค้าที่ใช้ในโรงงาน พร้อมทั้ง อลูมิเนียมโปรไฟล์ อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่นโคมไฟแว่นขยาย และอื่นๆอีกมากมาย
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559
ทำงานหนักเกินไป อันตรายถึงสุขภาพเลยนะ !!
ทำงานหนักเกินไป อันตรายถึงสุขภาพเลยนะ !!
เนื่องด้วยสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป เงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้คนต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย และแน่นอนว่ายิ่งต้องการเงินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำงานเยอะมากเท่านั้น จนบางทีเราก็เผลอทำงานหนักมากจนเกินไป แถมยังพักผ่อนน้อย ส่งผลเสียต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำข้อมูลจากเว็บไซต์ goodhousekeeping เกี่ยวกับโทษของการทำงานหนักจนเกินไปมาเล่าสู่กันฟังค่ะ ขอบอกเลยว่าโทษแต่ละอย่างนั้นน่ากลัวจริง ๆ เลยล่ะจะบอกให้
1. งานหนัก งานเยอะ โรคภัยก็เยอะตาม
การทำงานหนักจนเกินไปสามารถทำให้คุณป่วยได้ เพราะเมื่อคุณทำงานหนักมากเกินไป ร่างกายของคุณก็จะอ่อนแอลง ทำให้เชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยเฉพาะในที่ทำงานซึ่งเป็นแหล่งที่สะสมของเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ไว้มากแห่งหนึ่งเลยล่ะ
นอกจากนี้ สถาบันคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ยังได้ออกมาเตือนถึงโรคตึกเป็นพิษ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในที่ทำงานเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานที่ไม่ดี ซึ่งอาการของโรคตึกเป็นพิษได้แก่ อ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา และมีความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น และถ้าหากละเลยเอาไว้นานก็จะยิ่งทำให้อาการทวีความรุนแรงได้มากขึ้นอีกด้วย
2. ทำงานมากไปทำให้อ้วน
จากการศึกษาในออสเตรเลียพบว่า การนั่งเป็นเวลานานติดต่อกันวันละหลายชั่วโมงนั้นมีผลกระทบกับระบบการเผาผลาญอาหาร เพราะการเผาผลาญจะน้อยลงเมื่อเรานั่ง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อ้วนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่นั่งทำงานมากกว่าวันละ 6 ชั่วโมงต่อวันนั้นมีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่นั่งทำงานเพียง 3 ชั่วโมงต่อวันถึง 40%
3. ยิ่งงานมาก ยิ่งปวดมาก
ผู้ที่ต้องยืนทำงานเป็นเวลานานมักจะเกิดอาการปวดที่หลัง ไหล่และคอได้ แต่ใช่ว่านั่งทำงานแล้วจะไม่มีอาการเหล่านี้นะ เพราะการนั่งที่ผิดลักษณะอย่างเช่นการนั่งก้มมองจอคอมพิวเตอร์ก็จะยิ่งทำให้เกิดอาการปวดไหล่เรื้้อรัง ยังไม่นับอาการปวดข้อมือจากการที่เราพิมพ์คีย์บอร์ดมากเกินไปอีกด้วยนะ ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นหากทิ้งเอาไว้นานอาจจะทำให้เกิดอาการรุนแรงได้
4. ทำงานหนักระวังสายตาจะพัง
การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไปอาจทำให้เกิดโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งจะทำให้ดวงตามีปัญหาเรื่องการมองเห็น โดยอาการจะเริ่มจากการตาแห้ง ปวดหัว คอ และไหล่ และอาจจะทำให้มองเห็นเป็นภาพเบลอ วิธีป้องกันโรคนี้ก็คือการละสายตาจากคอมพิวเตอร์แล้วหันไปมองต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว ๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายสายตา
5. ความเครียดถาโถม
การทำงานหนักนั้นไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะอาจนำพาอารมณ์เครียดมาให้คุณ ซึ่งความเครียดเหล่านั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายเช่น ปวดหัว อ่อนล้า คลื่นไส้ และอารมณ์เกรี้ยวกราด นอกจากนี้ความเครียดยังทำให้ประสิทธิภาพของงานลดลงอีกด้วย
6. ยิ่งงานหนัก ความสัมพันธ์ยิ่งพัง
มีการศึกษาค้นพบว่าผู้หญิงกว่า 61% ที่ทำงานภายใต้ความเครียดและความกดดันนั้นจะส่งผลลบต่อความสัมพันธ์นอกออฟฟิศ ในขณะที่ฝ่ายชายนั้นมีอัตราที่ความเครียดจะทำลายความสัมพันธ์นอกออฟฟิศสูงถึง 79%
ทราบอย่างนี้แล้วก็หวังว่าหลาย ๆ คน ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการทำงานอย่างหนักก็คงจะตระหนักถึงโทษของการทำงานหนักกันแล้วใช่ไหมคะ มันคงไม่คุ้ม ถ้าหากเราทำงานหนักเพื่อจะเอาเงินจากการทำงานมารักษาตัว ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองทำงานมากไปก็ควรผ่อนคลายบ้างนะคะ
(ข้อมูลจาก กระปุกดอทคอม)
Cr : PAG Design
ภาพ : health.kapook.com
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
มะเร็งรังไข่
เรื่องมะเร็งรังไข่ที่นักร้องสาวพิมพ์ ซาซ่ากำลังสู้กับมันอยู่นะครับ
ไอ้มะเร็งชนิดนี้เนี่ยหญิงไทยเป็นกันเยอะพอควรเลย
แต่ที่น่ากลัวคือ มันเป็นมะเร็งในเพศหญิงที่ทำให้คนเสียชีวิตเยอะที่สุด
รังไข่คืออวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตไข่และฮอร์โมนเพศ
สาเหตุของมะเร็งรังไข่ยังไม่ชัดเจน แต่ในปัจจุบันพบว่าอาจมีความสัมพันธ์กับปัจจัยบางอย่าง อย่างที่เป็นข่าวกันว่าการใช้แป้งที่มีทัลคัมปะบริเวณจิ๋มบ่อยๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่ได้ หรือความผิดปรกติทางพันธกรรมบางประเภท การใช้ยาที่เกี่ยวกับฮอร์โมนบางชนิด การไม่มีบุตร การกินอาหารที่มีไขมันสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งรังไข่ได้
สาเหตุที่มะเร็งชนิดนี้ทำให้หญิงไทยเสียชีวิตเยอะสุด
เพราะส่วนมากกว่าจะพบว่าเป็น ก็มักเป็นระยะท้ายๆแล้ว
มะเร็งรังไข่ในระยะแรกๆ คนที่เป็นอาจไม่มีอาการอะไรเลย หรืออาจมีอาการปวดจุกเสียดท้องนิดหน่อย ซึ่งก็ยังไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคนี้ พอมะเร็งรังไข่โตขึ้น ก้อนโตขึ้น จนกดอวัยวะอื่น เช่น ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้คนไข้ถึงจะไปหาหมอ แต่นั่นก็เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปไกลแล้ว
การตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ ปัจจุบันแนะนำให้ทำในกลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งรังไข่ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม กลุ่มนี้มีควรทำอัลตร้าซาวด์ ตรวจมะเร็งปากมดลูก และตรวจเลือดเพื่อดูสารบ่งชี้มะเร็ง เช่น CA-125
ถ้าไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง ลองไปตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองมะเร็งรังไข่กันหน่อยก็ดีนะครับ ที่สำคัญคือผู้หญิงก็ควรตรวจหาความผิดปรกติในร่างกายตัวเองบ่อยๆ ถ้าเกิดมีอาการผิดปรกติ เช่น มีเลือดแปลกๆที่ไม่ใช่รอบเดือนไหลทางช่องคลอด คลำเจอก้อนในท้อง ก็ควรไปพบแพทย์เสมอนะคนับ
เดดิตภาพจาก http://www.komchadluek.net/detail/20140815/190086.html
Cr.Drama-addict
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
10 กุมภาพันธ์ วันอาสารักษาดินแดน / Admin SD (Tonan Asia Autotech)
10 กุมภาพันธ์ วันอาสารักษาดินแดน อีกหนึ่งวันสำคัญที่ชาวไทยจะร่วมกันรำลึกถึงความกล้าหาญของหน่วยพลเรือนอาสา
ผู้เสียสละเพื่อบ้านเมืองทั้งในภาวะปกติและภาวะสงคราม ว่าแต่
ประวัติวันอาสารักษาดินแดน มีจุดกำเนิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อใดนั้น
ไปหาคำตอบพร้อมกันเลย...
ประวัติวันอาสารักษาดินแดน
สำหรับความเป็นมาของ วันอาสารักษาดินแดน 10 กุมภาพันธ์ เกี่ยวพันกับการก่อตั้ง กองอาสารักษาดินแดน (อส.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ สืบเนื่องจากเมื่อครั้งอดีต ชาวบ้านซึ่งไม่ใช่กำลังทหารมักออกมารวมตัวกันต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินในยามเกิดศึกสงครามเสมอ
ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากองเสือป่าขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2454 ให้เป็นกองพลอาสาสมัครเพื่ออบรมข้าราชการและประชาชนให้รู้จักรักชาติ รู้จักหน้าที่ในการป้องกันรักษาประเทศชาติ
จากความพยายามจัดตั้งหน่วยพลเรือนอาสาให้เป็นระบบ โดยมีการนำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้ ในเวลาต่อมา ยุคสมัยที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มี พระราชบัญญัติกำหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติให้อำนาจในการเตรียมการป้องกันประเทศ พ.ศ. 2484 เพื่อฝึกอบรมคนไทยให้รู้จักหน้าที่ในการที่จะป้องกันรักษาประเทศชาติในเวลาสงคราม โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
ในเวลาต่อมาได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2497 สืบเนื่องจากการดำเนินการด้านพลเรือนอาสามีรูปแบบและระบบที่ชัดเจนขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนามาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จึงเป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนนั่นเอง
กิจกรรมวันอาสารักษาดินแดน
การปกป้องประเทศชาติเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน แต่หากแต่ประชาชนทุกหมู่เหล่าไม่ได้รับการฝึกอบรมความรู้ ความสามารถ ก็จะไม่สามารถปกป้องประเทศชาติได้เท่าที่ควร ดังนั้นเมื่อถึงวันอาสารักษาดินแดนของทุก ๆ ปี นอกจากการร่วมรำลึกถึงเหล่าผู้เสียสละที่จากไปแล้ว ทางกองอาสารักษาดินแดนในแต่ละจังหวัด จะมีการจัดกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้
- การร่วมพิธีชุมนุมของผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่
- การร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณ
- การรายงานผลการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนด้านต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา
- การมอบประกาศนียบัตรแก่กองร้อยอาสารักษาดินแดนที่มีผลงานดีเด่น
- การมอบเงินทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
- การให้ความรู้กับประชาชนในด้านต่าง ๆ
และเนื่องจากหลักการสำคัญของกองอาสารักษาดินแดน คือ การจัดเตรียมกองกำลังสำรองไว้ช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ ทั้งยามปกติและยามสงคราม ดังนั้นผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน http://asa.dopa.go.th
ภาพจาก maehongson.go.th
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
asa.dopa.go.th, maehongson.go.th,
asa.dopa.go.th, maehongson.go.th,
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
วันทหารผ่านศึก 2559
วันทหารผ่านศึก
ความสำคัญของวันทหารผ่านศึกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ" ซึ่งวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่วันทหารผ่านศึกเท่านั้น เพราะอนุสรณ์สถานอย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะต้องมีการวางพวงมาลา บุคคลสำคัญของประเทศเพื่อให้เหล่าชาวไทยได้ร่วมคารวะดวงวิญญาณของทหารหาญและเหล่าวีรชนคนกล้า ที่มีชื่อจารึกอยู่บนอนุสาวรีย์ และเพื่อเป็นการเทิดเกียรติแก่คนเหล่านั้นที่ได้เสียสละชีพเพื่อชาติ และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยในเหตุการณ์พิพาทระหว่างไทยและฝรั่งเศส ในการเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืน
ความหมายของวันทหารผ่านศึก
คือวันที่ประชาชนทั่วไป อีกทั้งให้ส่วนราชการ ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการส่งเสริมเชิดชูเกียรติและเอื้ออาทรต่อทหารผ่านศึก เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารผ่านศึก วีรชนผู้กล้า ที่เสียสละเพื่อแผ่นดิน
วันทหารผ่านศึกในประเทศไทย
เพื่อระลึกถึงเกียรติภูมิของนักรบกล้าหาญ ตลอดจนเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและวีรกรรมของเหล่าทหารหาญที่ทำให้เราอยู่กันอย่างสงบสุขบนผืนแผ่นดินไทย สำหรับประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามต่างๆ มาแล้ว โดยมีอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติ ปรากฏเป็นอนุสรณ์อยู่ ซึ่งวีรกรรมของนักรบไทยในการรบได้ขจรขจายไปทั่ว ปรากฏต่อสายตาชาวโลก นับเป็นโอกาสอันดีที่ชาวไทยจะได้แสดงความระลึกถึง และช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว ด้วยการซื้อดอกป๊อปปี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึก ผู้กล้าหาญ และเสียสละ เพราะดอกป๊อปปี้เป็นดอกไม้ที่ระลึกสำหรับทหารผ่านศึกไทยเช่นเดียวกับในต่างประเทศ และมีการจำหน่ายในวันที่ระลึกทหารผ่านศึก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 เป็นต้นมา เพราะเหล่าทหารกล้าที่ทำให้พวกเราชาวไทยมีอธิปไตยมีชาติ บ้านเมือง ให้ได้อยู่อาศัย ตราบชั่วลูกชั่วหลานจวบจนปัจจุบัน
ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ คนไทยทุกคนจะได้มีโอกาสแสดงความระลึกถึงคุณความดี และความกล้าหาญของเหล่าบรรดาวีรชนไทย ที่ยอมสละเลือดเนื้อ และชีวิตเพื่อปกป้อง เอกราชอธิปไตยของแผ่นดินไทยไว้ให้พวกเรา ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาจน
ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ คนไทยทุกคนจะได้มีโอกาสแสดงความระลึกถึงคุณความดี และความกล้าหาญของเหล่าบรรดาวีรชนไทย ที่ยอมสละเลือดเนื้อ และชีวิตเพื่อปกป้อง เอกราชอธิปไตยของแผ่นดินไทยไว้ให้พวกเรา ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาจน
วันทหารผ่านศึกของต่างประเทศ
ทุกประเทศย่อมมีเหล่าทหารกล้า เพื่อเตรียมตัวป้องกันข้าศึก และออกรบในยามที่เกิดสงคราม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ที่มีเหล่าทหารกล้ายอมพลีชีพในหน้าที่ของตัวเองในสนามรบ เพราะทหารผ่านศึกเหล่านี้ต่างมีบุญคุณต่อชาติบ้านเมือง แต่ละประเทศจึงได้จัดงานเทิดเกียรติขึ้นมา ซึ่งของเมืองนอกก็มีเช่นกัน โดยอาจจะจัดเป็นขบวนพาเรด จากเหล่าทหารกล้า นักเรียนนายร้อย หรือเตรียมทหารที่จะมาเดินสวนสนาม โดยมีรถตำรวจ และรถดับเพลิงร่วมขบวน และมีประชาชน รวมถึงเหล่าอดีตทหารผ่านศึก มาร่วมชมขบวนแห่นี้ด้วย
วันที่ใช้จัดงานวันทหารผ่านศึก
ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ร่วมระลึกและเชิดชูเกียติแก่เหล่าทหารกล้า ด้วยการซื้อดอกป๊อบปี้สีแดง
ปฏิทินวันทหารผ่านศึก
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2550 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 / วันเสาร์ แรม ๑ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีจอ
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2551 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 / วันอาทิตย์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีกุน
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2552 ตรงกับ วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 / วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีชวด
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2553 ตรงกับ วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 / วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีฉลู
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2554 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 / วันพฤหัสบดี แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีขาล
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2555 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 / วันศุกร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีเถาะ
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2556 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 / วันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีมะโรง
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2557 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 / วันจันทร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีมะเส็ง
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2558 ตรงกับ วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 / วันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีมะเมีย
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2559 ตรงกับ วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 / วันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีมะแม
วันทหารผ่านศึก พ.ศ.2560 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 / วันศุกร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีวอก
ประวัติ วันทหารผ่านศึก
วันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ เป็นวันคล้ายวัน สถาปนาองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและ เป็นวันทหารผ่านศึก ซึ่งคณะรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันทหารผ่านศึกขึ้น เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญ ของทหารผ่านศึก รวมถึงให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ แก่ทหารผ่านศึกเนื่องจากทหารผ่านศึกบางคนได้รับบาดเจ็บจนต้องทุพพลภาพ เสียแขน ขา หรืออวัยวะที่สำคัญบางอย่างทำให้ไม่สามารถจะประกอบอาชีพได้เหมือนกับคนปกติ และไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และสังคม เนื่องจากขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2538 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดงานวันทหารผ่านศึก เพื่อสดุดีวีรกรรมทหารผ่านศึก ทหารกล้าผู้ที่เสียสละเพื่อรักษาประเทศชาติ
มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2488 โดยเรียกชื่อว่า "คณะกรรมการพิจารณา หาทางช่วยเหลือทหารกองทุน" ในสมัย พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม เป็นผู้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วยตระหนักถึงคุณความดีของ ทหารหาญเหล่านั้น รัฐบาลจึงหาหนทางที่จะให้ความช่วยเหลือมาตลอด เหล่าทหารกล้าที่เป็นกองกำลังในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พวกเขาพร้อมเผชิญหน้ากับ ศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรงต่ออันตรายใดๆ ทหารทุกคนต่างสละได้ทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ร่างกายและลมหายใจ
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันทหารผ่านศึก สภาทหารผ่านศึก สภากลาโหม และรัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ เพื่อขยายการสงเคราะห์ให้ครอบคลุมไปถึงทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน และ พลเรือนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ทั้งภายในและภายนอกประเทศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด กับทั้งให้รวมมูลนิธิช่วยทหารและครอบครัวทหารที่ไปช่วยสหประชาชาติทำการรบ ด้วยจำนวนของทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การดำเนินงานโดยคณะกรรมการจึงไม่รัดกุมและเหมาะสมกับเหตุการณ์ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เรียกชื่อย่อว่า "อผศ" เพื่อเป็นหน่วยงานถาวรที่จะทำหน้าที่ในการดูแลให้การสงเคราะห์แก่ ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกโดยตรง
ความช่วยเหลือเหล่าทหารผ่านศึกและครอบครัว ได้มีการสงเคราะห์จากองค์การสำหรับประเภทต่างๆครอบครัวทหารผ่านศึกและนอกประจำการ ด้วยการสงเคราะห์ด้านสวัสดิการทั่วไป ด้านอาชีพ มีการจัดอบรมอาชีพสำหรับทหารที่ทุพลภาพ ด้าน เกษตรกรรม ด้านการรักษาพยาบาล ด้านส่งเสริมสิทธิและเกียรติ
การรบของเหล่าทหารกล้า ที่เป็นแนวหน้าคอยปกป้องประเทศชาติไม่ให้ศัตรูมารุกราน แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง การสูญเสียมักจะมาเยือนเสมอ ทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย รวมถึงพิการ แม้ในช่วงแรกเหล่าทหารกล้าถูกเชิดชูและมีเกียรติในฐานะวีรบุรุษ แต่นานวันเข้าก็เหล่าวีรบุรุษก็ถูกสังคมลืมเลือน
มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2488 โดยเรียกชื่อว่า "คณะกรรมการพิจารณา หาทางช่วยเหลือทหารกองทุน" ในสมัย พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม เป็นผู้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วยตระหนักถึงคุณความดีของ ทหารหาญเหล่านั้น รัฐบาลจึงหาหนทางที่จะให้ความช่วยเหลือมาตลอด เหล่าทหารกล้าที่เป็นกองกำลังในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พวกเขาพร้อมเผชิญหน้ากับ ศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรงต่ออันตรายใดๆ ทหารทุกคนต่างสละได้ทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ร่างกายและลมหายใจ
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันทหารผ่านศึก สภาทหารผ่านศึก สภากลาโหม และรัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ เพื่อขยายการสงเคราะห์ให้ครอบคลุมไปถึงทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน และ พลเรือนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ทั้งภายในและภายนอกประเทศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด กับทั้งให้รวมมูลนิธิช่วยทหารและครอบครัวทหารที่ไปช่วยสหประชาชาติทำการรบ ด้วยจำนวนของทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การดำเนินงานโดยคณะกรรมการจึงไม่รัดกุมและเหมาะสมกับเหตุการณ์ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เรียกชื่อย่อว่า "อผศ" เพื่อเป็นหน่วยงานถาวรที่จะทำหน้าที่ในการดูแลให้การสงเคราะห์แก่ ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกโดยตรง
ความช่วยเหลือเหล่าทหารผ่านศึกและครอบครัว ได้มีการสงเคราะห์จากองค์การสำหรับประเภทต่างๆครอบครัวทหารผ่านศึกและนอกประจำการ ด้วยการสงเคราะห์ด้านสวัสดิการทั่วไป ด้านอาชีพ มีการจัดอบรมอาชีพสำหรับทหารที่ทุพลภาพ ด้าน เกษตรกรรม ด้านการรักษาพยาบาล ด้านส่งเสริมสิทธิและเกียรติ
การรบของเหล่าทหารกล้า ที่เป็นแนวหน้าคอยปกป้องประเทศชาติไม่ให้ศัตรูมารุกราน แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง การสูญเสียมักจะมาเยือนเสมอ ทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย รวมถึงพิการ แม้ในช่วงแรกเหล่าทหารกล้าถูกเชิดชูและมีเกียรติในฐานะวีรบุรุษ แต่นานวันเข้าก็เหล่าวีรบุรุษก็ถูกสังคมลืมเลือน
กิจกรรมในวันทหารผ่านศึก
กิจกรรมในวันทหารผ่านศึก ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยยังคงระลึกถึงและไม่ลืมเลือน วีรกรรมที่เหล่าวีรชนทหารผ่านศึกได้เคยทำเพื่อชาติ แผ่นดิน และเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งในแต่ละปีเหล่าชาวไทย ร่วมน้อมรำลึกถึงเพื่อเชิดชูเกียรติเหล่าทหารกล้า...นักรบของแผ่นดิน
จัดนิทรรศการ
ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา มีเหล่าทหารกล้าผู้ซึ่งเสียสละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและอธิปไตยของชาติ การจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่วีรกรรมของทหารผ่านศึก เพื่อเชิดชู ยกย่องเกียรติและความกล้าหาญ ที่เหล่าทหารสามารถปกป้องผืนแผ่นดินไทยนี้ไว้ได้
วางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
วันทหารผ่านศึกมีเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หน่วยงานของรัฐบาล และเอกชน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ต่างพร้อมใจกัน เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา และบำเพ็ญกุศลให้กับนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ที่เสียสละชีวิตเพื่อความสงบสุขของ ประเทศชาติ ซึ่งในวันทหารผ่านศึกของทุกปี องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจะจัดพิธีวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นการแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของเหล่านักรบผู้กล้า มีการประกอบพิธีวางพวงมาลา บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และพิธีเทิดไท้องค์ราชันย์ การเดินแถวของทหารผ่านศึก พิธีสวนสนามสดุดีทหารผ่านศึก ณ ลานอเนกประสงค์ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ การเชิญหมู่ธงไตรรงค์ และหมู่ธง 6 กรณีสงคราม เพื่อเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกดีเด่น
จำหน่ายดอกป๊อปปี้
จำหน่ายดอกป๊อปปี้ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือทหารผ่านศึก การนำเอาผลผลิตของทหารมาจำหน่ายกับประชาชน ถือเป็นการบริจาคช่วยเหลือทหารผ่านศึก ซึ่งการทำดอก ป๊อปปี้ ออกไปขายสู่ประชาชน อาจมีการตั้งกองทุนขึ้นทุกๆปี
จัดงานทั่วประเทศ
ตามสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดงานในวันทหารผ่านศึก เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและคุณงามความดีของเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อชาติ และเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณของบรรดาทหารผ่านศึกผู้ล่วงลับไปแล้ว
จัดนิทรรศการ
ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา มีเหล่าทหารกล้าผู้ซึ่งเสียสละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและอธิปไตยของชาติ การจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่วีรกรรมของทหารผ่านศึก เพื่อเชิดชู ยกย่องเกียรติและความกล้าหาญ ที่เหล่าทหารสามารถปกป้องผืนแผ่นดินไทยนี้ไว้ได้
วางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
วันทหารผ่านศึกมีเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หน่วยงานของรัฐบาล และเอกชน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ต่างพร้อมใจกัน เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา และบำเพ็ญกุศลให้กับนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ที่เสียสละชีวิตเพื่อความสงบสุขของ ประเทศชาติ ซึ่งในวันทหารผ่านศึกของทุกปี องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจะจัดพิธีวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นการแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของเหล่านักรบผู้กล้า มีการประกอบพิธีวางพวงมาลา บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และพิธีเทิดไท้องค์ราชันย์ การเดินแถวของทหารผ่านศึก พิธีสวนสนามสดุดีทหารผ่านศึก ณ ลานอเนกประสงค์ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ การเชิญหมู่ธงไตรรงค์ และหมู่ธง 6 กรณีสงคราม เพื่อเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกดีเด่น
จำหน่ายดอกป๊อปปี้
จำหน่ายดอกป๊อปปี้ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือทหารผ่านศึก การนำเอาผลผลิตของทหารมาจำหน่ายกับประชาชน ถือเป็นการบริจาคช่วยเหลือทหารผ่านศึก ซึ่งการทำดอก ป๊อปปี้ ออกไปขายสู่ประชาชน อาจมีการตั้งกองทุนขึ้นทุกๆปี
จัดงานทั่วประเทศ
ตามสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดงานในวันทหารผ่านศึก เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและคุณงามความดีของเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อชาติ และเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณของบรรดาทหารผ่านศึกผู้ล่วงลับไปแล้ว
สิ่งที่ควรทำให้กับทหารผ่านศึก
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เนื่องจากหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลัง สงครามมหาเอเซียบูรพา สิ้นสุดลง มีทหารไทยจำนวนมากที่ถูกปลดประจำการ จึงได้มีเสียงเรียกร้องขอให้ทางการพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ทหารเหล่านั้น ประเทศไทย เป็นชาติหนึ่งที่มีประวัติการสู้รบอันยาวนาน …มิใช่เพื่อรุกราน แต่เพื่อการปกป้องเอกราชอธิปไตยและดินแดนไว้ให้ลูกหลานสืบไป นักรบผู้กล้าต้องสละชีวิต เลือดเนื้อ เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไว้ ชาวไทยทุกคนต่างรำลึกในวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของวีรชนไทย ซึ่งการให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือเหล่าทหารผ่านศึก ถือเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติยิ่ง
เข้าถึงปัญหาเหล่าทหาร
ทหารผ่านศึกแต่ละรายมีความต้องการที่ไม่ซ้ำกัน การให้ความช่วยเหลือในเรื่องไร้ที่อยู่ในหมู่ทหารผ่านศึกกฎหมายนี้จะช่วยสร้างบ้านชั่วคราวให้แก่ทหารผ่านศึกที่ไม่มีที่อยู่อาศัย และสร้างบ้านอุปถัมภ์ให้แก่ทหารผ่านศึกที่มีการบาดเจ็บ ทางร่างกาย ปัญหาสุขภาพจิต หรือโรคเครียดจากเหตุร้ายที่เกิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา ซึ่งสิ่งที่จะช่วยเหล่าทหารกล้านี้ไม่แสวงผลกำไร และรัฐบาลท้องถิ่น สามารถก่อสร้างบ้านใหม่หรือบูรณะสถานที่ที่มีอยู่เพื่อให้ตอบ สนองต่อความต้องการของทหารผ่านศึก
เข้าใจถึงสภาพจิตใจ
เพราะทหารบางคนที่สูญเสียอวัยวะร่างกายบางส่วน อาจเกิดภาวะจิตใจที่เครียด และกดดัน การเข้าถึงภาวะจิตใจของเหล่าทหารกล้า ผู้ซึ่งสูญเสีย อาจมีการสังเคราะห์ทางด้านสวัสดิการ ทั้งเรื่องที่ยู่อาศัย การศึกษา และด้านอวัยวะเทียม เพื่อให้กลับมามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น แม้จะไม่ได้เสียชีวิตแต่ก็ได้สูญเสียอวัยวะบางส่วนไป แม้จะกลายเป็นทหารพิการทางร่างกาย แต่หัวใจ ก็ยังพร้อมสู้เสมอ
สนับสนุนให้มีรายได้
การฝึกอบรมและการฝึกอาชีพ เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเรื่องการฝึกอาชีพที่ถนัด เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว หรืออาจจะจัดหางานให้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การได้ฝึกอาชีพต่างๆ ก็อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งของการหารายได้ ที่ยังถือว่าตัวเองได้สร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวได้อยู่
ช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน
การสงเคราะห์ด้านที่ดินทำกิน ด้วยการหาทางช่วยเหลือ โดยอาจแบ่งที่ทำกินในด้านเกษตรกรรมให้ และให้ความช่วยเหลือทางด้านเครื่องมือรวมถึงวิชาการ ซึ่งจะทำให้เหล่าทหารผ่านศึกมีรายได้ขึ้นมาอีกหนึ่งหนทาง ซึ่งยังรวมถึงการสงเคราะห์ด้านกองทุนโดยการจัดหาเงินทุนให้สมาชิกขององค์การทหารผ่านศึกได้กู้ยืมไปประกอบอาชีพ เป็นการเริ่มต้นกิจการ เพื่อการลงทุน หลังจากที่ไม่มีอาชีพอื่นๆรองรับ
เข้าถึงปัญหาเหล่าทหาร
ทหารผ่านศึกแต่ละรายมีความต้องการที่ไม่ซ้ำกัน การให้ความช่วยเหลือในเรื่องไร้ที่อยู่ในหมู่ทหารผ่านศึกกฎหมายนี้จะช่วยสร้างบ้านชั่วคราวให้แก่ทหารผ่านศึกที่ไม่มีที่อยู่อาศัย และสร้างบ้านอุปถัมภ์ให้แก่ทหารผ่านศึกที่มีการบาดเจ็บ ทางร่างกาย ปัญหาสุขภาพจิต หรือโรคเครียดจากเหตุร้ายที่เกิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา ซึ่งสิ่งที่จะช่วยเหล่าทหารกล้านี้ไม่แสวงผลกำไร และรัฐบาลท้องถิ่น สามารถก่อสร้างบ้านใหม่หรือบูรณะสถานที่ที่มีอยู่เพื่อให้ตอบ สนองต่อความต้องการของทหารผ่านศึก
เข้าใจถึงสภาพจิตใจ
เพราะทหารบางคนที่สูญเสียอวัยวะร่างกายบางส่วน อาจเกิดภาวะจิตใจที่เครียด และกดดัน การเข้าถึงภาวะจิตใจของเหล่าทหารกล้า ผู้ซึ่งสูญเสีย อาจมีการสังเคราะห์ทางด้านสวัสดิการ ทั้งเรื่องที่ยู่อาศัย การศึกษา และด้านอวัยวะเทียม เพื่อให้กลับมามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น แม้จะไม่ได้เสียชีวิตแต่ก็ได้สูญเสียอวัยวะบางส่วนไป แม้จะกลายเป็นทหารพิการทางร่างกาย แต่หัวใจ ก็ยังพร้อมสู้เสมอ
สนับสนุนให้มีรายได้
การฝึกอบรมและการฝึกอาชีพ เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเรื่องการฝึกอาชีพที่ถนัด เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว หรืออาจจะจัดหางานให้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การได้ฝึกอาชีพต่างๆ ก็อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งของการหารายได้ ที่ยังถือว่าตัวเองได้สร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวได้อยู่
ช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน
การสงเคราะห์ด้านที่ดินทำกิน ด้วยการหาทางช่วยเหลือ โดยอาจแบ่งที่ทำกินในด้านเกษตรกรรมให้ และให้ความช่วยเหลือทางด้านเครื่องมือรวมถึงวิชาการ ซึ่งจะทำให้เหล่าทหารผ่านศึกมีรายได้ขึ้นมาอีกหนึ่งหนทาง ซึ่งยังรวมถึงการสงเคราะห์ด้านกองทุนโดยการจัดหาเงินทุนให้สมาชิกขององค์การทหารผ่านศึกได้กู้ยืมไปประกอบอาชีพ เป็นการเริ่มต้นกิจการ เพื่อการลงทุน หลังจากที่ไม่มีอาชีพอื่นๆรองรับ
แนวทางการสนับสนุนกิจกรรมวันทหารผ่านศึก
ทหารผ่านศึกคือ เหล่าทหารกล้าผู้พิทักษ์รักษาประเทศชาติให้มีเอกราชอธิปไตย สีแดงของเลือดของทหารหาญที่ได้หลั่งชโลมแผ่นดินไว้ด้วยความกล้าหาญ เสียสละอันสูงสุด ดังนั้นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันที่เราทั้งหลายจะได้เห็นดอกป๊อปปี้บานสะพรั่งไปทั่วราชอาณาจักร ซึ่งแนวทางการส่งเสริมภารกิจหลักขององค์การทหารผ่านศึก ควรจะต้องมีสืบไป โดยภารกิจหลักขององค์การทหารผ่านศึก ได้แก่ การให้การสงเคราะห์แก่ทหารที่ผ่านการปฏิบัติการรบ และครอบครัวของทหารที่ปฏิบัติการรบ
สงเคราะห์ทางด้านสวัสดิการ
การสงเคราะห์ทางด้านสวัสดิการ เป็นการให้การสงเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไป ที่อยู่อาศัย การศึกษา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านอวัยวะเทียม เพราะมีเหล่าทหารผ่านศึกที่ออกรบ เมื่อสงครามสิ้นสุด แม้จะไม่ได้เสียชีวิตแต่ก็ได้สูญเสียอวัยวะบางส่วนไป ทำให้กลายเป็นทหารพิการ และไม่เป็นที่ต้องการของสังคม
การสงเคราะห์ทางด้านอาชีพ
การสงเคราะห์ทางด้านอาชีพ โดยการฝึกอบรมและการฝึกอาชีพ ให้ความช่วยเหลือในทางด้านการทำงาน จัดหางานให้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแม้จะไร้แขนหรือขา แต่ใจก็ยังสู้ การได้ฝึกอาชีพต่างๆ ก็อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งของการหารายได้ ดีกว่านั่งหายใจรอความตายแบบไร้ค่า
การสงเคราะห์ด้านนิคมเกษตรกรรม
การสงเคราะห์ด้านนิคมเกษตรกรรมคือการจัดสรรที่ทำกินในด้านเกษตรกรรมให้ และให้ความช่วยเหลือทางด้านเครื่องมือและวิชาการ ซึ่งจะทำให้เหล่าทหารผ่านศึกมีรายได้ขึ้นมา เพราะหลังจากไม่ได้รับใช้ชาติแล้วการออกหางานทั่วไปอาจจะลำบาก
การสงเคราะห์ด้านกองทุน
การสงเคราะห์ด้านกองทุนโดยการจัดหาเงินทุนให้สมาชิกขององค์การทหารผ่านศึกได้กู้ยืมไปประกอบอาชีพ เป็นการเริ่มต้นกิจการ เพื่อการลงทุน หลังจากที่ไม่มีอาชีพอื่นๆรองรับ
นอกจากนี้ยังมี การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาลให้แก่สมาชิก โดยไม่คิดมูลค่า และให้มีการส่งเสริมสิทธิของทหารผ่านศึก โดยการขอสิทธิพิเศษในด้านต่างๆ ให้แก่ทหารผ่านศึก เช่น การขอลดค่าโดยสาร เป็นต้น
สงเคราะห์ทางด้านสวัสดิการ
การสงเคราะห์ทางด้านสวัสดิการ เป็นการให้การสงเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไป ที่อยู่อาศัย การศึกษา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านอวัยวะเทียม เพราะมีเหล่าทหารผ่านศึกที่ออกรบ เมื่อสงครามสิ้นสุด แม้จะไม่ได้เสียชีวิตแต่ก็ได้สูญเสียอวัยวะบางส่วนไป ทำให้กลายเป็นทหารพิการ และไม่เป็นที่ต้องการของสังคม
การสงเคราะห์ทางด้านอาชีพ
การสงเคราะห์ทางด้านอาชีพ โดยการฝึกอบรมและการฝึกอาชีพ ให้ความช่วยเหลือในทางด้านการทำงาน จัดหางานให้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแม้จะไร้แขนหรือขา แต่ใจก็ยังสู้ การได้ฝึกอาชีพต่างๆ ก็อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งของการหารายได้ ดีกว่านั่งหายใจรอความตายแบบไร้ค่า
การสงเคราะห์ด้านนิคมเกษตรกรรม
การสงเคราะห์ด้านนิคมเกษตรกรรมคือการจัดสรรที่ทำกินในด้านเกษตรกรรมให้ และให้ความช่วยเหลือทางด้านเครื่องมือและวิชาการ ซึ่งจะทำให้เหล่าทหารผ่านศึกมีรายได้ขึ้นมา เพราะหลังจากไม่ได้รับใช้ชาติแล้วการออกหางานทั่วไปอาจจะลำบาก
การสงเคราะห์ด้านกองทุน
การสงเคราะห์ด้านกองทุนโดยการจัดหาเงินทุนให้สมาชิกขององค์การทหารผ่านศึกได้กู้ยืมไปประกอบอาชีพ เป็นการเริ่มต้นกิจการ เพื่อการลงทุน หลังจากที่ไม่มีอาชีพอื่นๆรองรับ
นอกจากนี้ยังมี การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาลให้แก่สมาชิก โดยไม่คิดมูลค่า และให้มีการส่งเสริมสิทธิของทหารผ่านศึก โดยการขอสิทธิพิเศษในด้านต่างๆ ให้แก่ทหารผ่านศึก เช่น การขอลดค่าโดยสาร เป็นต้น
ขอบคุณแหล่งที่มา
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
เลิกสูบบุหรี่
เลิกสูบบุหรี่
การติดบุหรี่เป็นการเสพติด 3 ทางด้วยกัน คือ การติดสารนิโคตินในบุหรี่ เมื่อใดที่ขาดนิโคตินร่างกายจะเสียสมดุลทำให้เกิดอาการต่าง ๆ มากมาย เช่น กระสับกระส่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ อารมณ์ซึมเศร้า หดหู่ ไม่มีสมาธิ คิดอะไรไม่ออก ฯลฯ,การติดทางสังคมและสภาพแวดล้อม คนรอบข้างหรือเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญในการเริ่มต้นสูบบุหรี่ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากได้รับความยอมรับจากคนเพื่อนฝูง ทำให้สูบบุหรี่ต่อไปจนติดแล้วเลิกไม่ได้ และสุดท้ายคือ การติดทางพฤติกรรมและทางจิตใจ ซึ่งเป็นการเสพติดชนิดหนึ่ง โดยเกิดจากการเรียนรู้แล้วนำมาปฏิบัติจนเคยชิน เช่น เมื่อกินกาแฟจะต้องสูบบุหรี่ไปด้วย หรือมักสูบบุหรี่ในห้องทำงาน เมื่อเข้ามาทำงานก็จะเกิดความอยากสูบบุหรี่ เป็นต้น
เป็นที่ทราบกันดีว่าโทษของการสูบบุหรี่นั้นมีสารพัด เช่นการสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากโดยไม่ได้อะไรนอกจากสุขภาพเสีย ๆ มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดลมและหลอดอาหาร มะเร็งช่องปาก ถุงลมโปร่งพอง กระเพาะ อาหารเป็นแผล ตับแข็ง โรคปริทันต์ ฟันเหลือง ตาแดง เล็บเขียว ความดันสูง โรคโพรงกระดูกอักเสบ อาการไอเรื้อรังและมีเสมหะมาก ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวผู้สูบบุหรี่แล้ว บุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง และทำให้สภาพแวดล้อมนั้น ๆ เสียตามไปด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองก็เป็นสาเหตุสำคัญที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่จำนวนไม่น้อยอยากพยายามเลิกสูบโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงมีวิธีการเลิกสูบบุหรี่มาฝากกัน ส่วนจะมีวิธีใดบ้างและจะยากสักแค่ไหน ไปดูกัน….
วิธีการเลิกสูบบุหรี่
หากำลังใจ กำลังใจจากคนรอบข้างถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีความพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ได้ คุณควรบอกให้คนใกล้ชิดทราบถึงความตั้งใจดังกล่าวต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรรู้ว่าจะทำไปเพื่อใคร หากคิดว่าอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ขอให้คุณย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าที่เลิกนั้นเพื่ออะไร เช่น เพื่อคนที่คุณรักและคนรอบข้าง เพื่อเก็บเงินในการสร้างอนาคต หรือเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ฯลฯ แต่บางคนอาจถึงขนาดสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพกันเลยทีเดียว แต่เชื่อไหมว่ามันเลิกได้จริง !เตรียมใจยอมรับ คุณควรค้นหาสาเหตุที่แท้จริงที่เป็นตัวกระตุ้นให้คุณสูบบุหรี่ เพื่อจะได้กับสาเหตุอย่างถูกวิธี เช่น สูบเพราะเครียด อยากเข้ากับเพื่อน งานเลี้ยง ดื่มเหล้า หรือเป็นแค่ความเคยชินหลังมื้ออาหาร ฯลฯ และต้องทำความเข้า
และยอมรับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเลิกบุหรี่ เช่น กระวนกระวาย หงุดหงิด ง่วงเหงาหาวนอน เป็นต้น พร้อมกับให้กำลังใจตัวเองว่าอาการเหล่านี้มันจะผ่านไปได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันต้องวางแผน คุณควรวางแผนการปฏิบัติตัว โดยกำหนดวันที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยเลือกเป็นวันสำคัญต่าง ๆ ของครอบครัว เช่น วันเกิดตัวเอง วันเกิดลูกหรือคนในครอบครัว วันครบรอบแต่งงาน วันสำคัญทางศาสนา แต่ทั้งนี้ไม่ควรกำหนดวันที่ห่างไกลมากจนเกินไป หรือเป็นวันที่คุณมีภาระต้องรับผิดชอบ เช่น ช่วงสอบ ช่วงที่ต้องไปกินเลี้ยงหรือมีงานสังคม เพราะอาจมีแรงจูงใจทำให้ไม่สามารถเลิกได้ตามที่ตั้งใจไว้ หรือคุณอาจสร้างพิธีกรรมเล็ก ๆ สำหรับวันส่งท้ายด้วยการนำบุหรี่ที่เหลือมาเผาไฟต่อหน้าพร้อมกับกระดาษที่เขียนถึงโทษของการสูบบุหรี่สำหรับวันแรกของการเลิกบุหรี่เลิกในทันที – หักดิบ (Cold turkey) การเลิกขาดในทันทีจะได้ผลชะงัดกว่าการลดปริมาณการสูบ วิธีนี้ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นการให้ผู้ติดบุหรี่เลิกสูบในทันทีโดยไม่ต้องมีการใช้ยาหรือความช่วยเหลือใด ๆ โดยทั่วไปวิธีนี้อาการขาดนิโคตินจะหายไปได้เองภายในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ช่วงนี้อาจจะทนทรมาน และลำบากใจสุด แต่ก็ต้องอดทน ผ่านไปได้โอกาสเลิกได้ก็เป็นไปได้สูง อาการไม่สบายตัวต่าง ๆ ก็จะหายไป แต่ยังไงก็ยังดีกว่าทรมานอย่างช้า ๆ ด้วยวิธีการลดปริมาณลงเรื่อย ๆ จริงไหม ?
ทำจิตใจให้เข้มแข็งไม่หวั่นไหว เมื่อถึงวันลงมือปฏิบัติ ควรตื่นนอนด้วยความสดชื่น หายใจให้เต็มปอดสัก 10 ครั้ง อย่างช้า ๆ และปล่อยให้จินตนาการรู้สึกดีกับมวลอากาศบริสุทธิ์ พร้อมบอกกับตัวเองว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองและคนรอบข้าง รวมถึงทบทวนเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจเลิกบุหรี่ ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ หันมาใกล้ชิดกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ และหลังเลิกสูบบุหรี่มาอย่างน้อย 2-3 อาทิตย์ ก็อาจทำให้เกิดอาการอยากบุหรี่ขึ้นมาได้ วิธีที่สำคัญที่สุดในการเลิกบุหรี่อย่างถาวรก็คือการทำจิตใจให้เข้มแข็งและมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราสามารถเลิกบุหรี่ได้ทิ้งบุหรี่และที่เขี่ยบุหรี่ไปให้พ้นสายตา การจะเลิกทั้งทีก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด อย่ารอช้าที่จะทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ให้หมด ทิ้งได้ก็ต้องทิ้ง อย่าไปเสียดายครับ เพราะหากมีสิ่งยั่วยุเหล่านี้ขึ้นมาขวางตาขวางใจ ก็อาจทำให้ใจเราเขวได้ คิดซะว่าทำเพื่อสุขภาพแล้วกันเน๊อะจัดการดูแลตัวเอง ในระยะแรกของการเลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ คุณอาจเกิดอาการอยากบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการเสพติดมาจากพฤติกรรมการสูบเดิม ดังนั้นหากมีอาการอยากสูบ ก็ขอแนะนำให้รับประทานผลไม้รสเปรี้ยวหรือดื่มน้ำผลไม้ กินของขบเคี้ยว เคี้ยวหมากฝรั่ง อมลูกอม เคี้ยวไม้จิ้มฟัน อาบน้ำ แปรงฟัน หรือดมยาดมก็ได้ เพื่อช่วยทำให้ไม่รู้สึกอยากสูบบุหรี่ แต่ถ้ามีอาการกระสับกระส่ายและง่วงก็ให้นอนหลับไปเลย หรอไม่ก็ไปหาที่สงบ ๆ ออกไปสูดอากาศตามธรรมชาติ เปิดเพลงนุ่ม ๆ ฟังสบาย ๆ หาคนมานวดหลังและไหล่เพื่อให้เลือดลมหมุนเวียนดีขึ้น ถ้าทนไม่ได้ก็ให้หายางมารัดข้อมือไว้ เมื่อรู้สึกกระสับกระส่ายก็ให้ดีดยางรัดทันที ซึ่งความเจ็บจะดึงความคิดออกจากความอยากบุหรี่ได้ แม้จะเป็นวิธีที่เจ็บแต่ได้ผลนะเออ ส่วนสุรา ชา กาแฟ และน้ำอัดลมควรหลีกเลี่ยง เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความอยากในการสูบบุหรี่มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมันจัด เผ็ดจัด หรือหวานจัด เพราะอาหารเหล่านี้มีผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพจิต ทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย และให้หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกหลักโภชนาการแทน แต่สำหรับคนที่ติดการสูบบุหรี่หลังการรับประทานอาหาร เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็ควรจะรีบลุกออกจากโต๊ะอาหารทันที แล้วหันไปหากิจกรรมอื่น ๆ ทำซะดื่มน้ำให้มาก ๆ คุณควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำสามารถช่วยกำจัดสารนิโคตินออกจากร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ตอนตื่นนอนตอนเช้า หลังอาหารทุกมื้อ ช่วงระหว่างอาหาร และก่อนเข้านอนไม่หมกมุ่นและไปหากิจกรรมทำซะ แน่นอนว่าเมื่อคุณไม่ได้สูบบุหรี่ คุณเองก็จะมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยเวลาเหล่านี้ให้เปล่าประโยชน์ คุณควรเอาเวลานั้นมาหากิจกรรมที่คุณชื่นชอบมาทำ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในแบบที่ตัวเองถนัดอย่างน้อยวันละ 15-20 นาที (เพื่อกระตุ้นร่างกายให้แข็งแรงและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากภัยบุหรี่) อ่านหนังสือขำขัน การเล่มเกมเมื่อมีเวลาว่าง พูดคุยกับคนอื่น ๆ หรือแต่งบ้านทำสวนก็ดูจะเข้าท่าไม่น้อย แถมยังช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะอย่าลืมว่ายังมีคนไม่สูบบุหรี่อีกมากที่หาวิธีคลายเครียดได้โดยไม่ต้องพึ่งบุหรี่หายใจลึก ๆ ช้า ๆ ติดต่อกัน โดยให้ทำต่อเนื่องกัน 5 นาทีทุกวัน ด้วยการหลับตาและสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ด้วยจมูกจนเต็มปอด แล้วค่อย ๆ ปล่อยออกอย่างช้า ๆ ระหว่างทำให้คุณสร้างความรู้สึกดีตามไปด้วย พยายามจินตนาการถึงความรู้สึกที่แตกต่างของการไม่มีควันบุหรี่เข้ามาในชีวิต แต่ถ้ายังไม่รู้สึกก็ควรสร้างอุปทาน เช่น ลมหายใจหอมสดชื่นขึ้น รู้สึกเหนื่อยน้อยลงเนอะ หรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งดี ๆ จากการไม่สูบบุหรี่อาบน้ำหรือแช่น้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง โดยให้ทำครั้งละประมาณ 15-20 นาที หลังจากอาบน้ำอุ่นด้วยน้ำอุ่นแล้ว ควรตามด้วยการอาบด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยเพิ่มสดชื่นให้กับร่างกายอยู่ให้ห่างจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ คุณควรพยายามหลีกเลี่ยงไปยังสถานที่หรือช่วงเวลาที่คุณเคยสูบบุหรี่เป็นประจำ รวมไปถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณอยากสูบบุหรี่ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟ ฯลฯ เพราะความเคยชินดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุทำให้คุณหวนกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง ให้คุณลองหาสถานที่ใหม่ ๆ บรรยากาศใหม่ ๆ หรือไปเดินออกกำลังกายบ้างเล็กน้อยก็ช่วยได้เยอะ !
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559
ระวังให้ดี! เข้าห้องน้ำบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณบอกโรค
ระวังให้ดี! เข้าห้องน้ำบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณบอกโรค
คอลัมน์ คุยกับหมอพิณ
พ.ญ.พิณนภางค์ ศรีพหล
email:doctorpin111@gmail.com
ว่าปัสสาวะแค่ไหน ถึงเรียกว่าบ่อย
คนเราปัสสาวะประมาณ 4-8 ครั้งต่อวันค่ะ โดยที่ถ้าเกิน 12 ครั้ง นับว่าบ่อยไปและคนเราเวลานอนหลับไปแล้ว ก็ไม่ควรจะต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะยามค่ำคืนเกิน 1 ครั้ง
ดังนั้นในคนที่ไม่ได้ดื่มน้ำมาก ๆ ก่อนนอน
ถ้าหลับไปแล้วต้องลุกงัวเงียขึ้นมาปัสสาวะมากกว่า 1 ครั้ง ก็ถือว่าผิดปกตินะคะ
โดยสาเหตุของการปัสสาวะบ่อย อาจเกิดจาก
- การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ : มักมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วยค่ะ พบกันได้บ่อยนะคะ โดยเฉพาะคนที่ชอบกลั้นปัสสาวะ
- เบาหวาน : โดยจะมีอาการหิวน้ำบ่อย ร่วมกับปัสสาวะบ่อยค่ะ อาจมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดร่วมด้วย
- ตั้งครรภ์ : มดลูกที่ขนาดโตขึ้นจะไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยได้
- ต่อมลูกหมากโต : โรคยอดฮิตของคุณผู้ชายสูงวัยทั้งหลาย เกิดจากต่อมลูกหมากมีขนาดโตขึ้นไปขัดขวางการเดินทางของปัสสาวะ ทำให้คุณผู้ชายมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก จะปัสสาวะแต่ละครั้งต้องเบ่ง ปัสสาวะก็ไหลเอื่อย ๆ ปัสสาวะเสร็จก็จะมีน้ำปัสสาวะหยดติ๋ง ๆ ตามมา รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะเพิ่งเสร็จก็รู้สึกปวดอีกแล้ว ถ้ามีอาการดังนี้รีบไปปรึกษาคุณหมอระบบทางเดินปัสสาวะเพศชายได้เลยนะคะ
- การรับประทานยาบางชนิด : เช่นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง บางชนิดจะเป็นยาขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้ค่ะ
- มีโรคทางระบบของสมอง โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน : ในคุณผู้หญิง นอกจากจะปัสสาวะบ่อยแล้ว ยังมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ร่วมด้วย
- การดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป
- เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน : ไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะจุน้ำปัสสาวะได้น้อยลง แป๊บ ๆ ก็ปวดปัสสาวะ
เห็นไหมคะว่า แค่ "อาการปัสสาวะบ่อย" ก็สามารถบ่งบอกถึงโรคที่ซ่อนอยู่ได้มากมาย
ดังนั้น อย่าลืมสังเกตตัวเราเองนะคะว่าปัสสาวะบ่อยผิดปกติหรือเปล่า
นอกจากสังเกตจำนวนครั้งที่ปัสสาวะแล้ว ควรสังเกตสีของปัสสาวะ ดูว่าเรากลั้นปัสสาวะได้ไหม เวลาไอจามมีปัสสาวะเล็ดออกมารึเปล่า หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่นะคะ
ถ้ามีอาการปัสสาวะบ่อยจริงอย่าลืมไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษานะคะสวัสดีค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน
เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน
1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ
12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี
เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ...
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ..
อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...
1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมากทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
“Lost Stars” Please don’t see just a boy caught up in dreams and fantasies ได้โปรดอย่ามองเห็นผมเป็นเพียงแค่เด็กชายที่หลงไหลอยู่ในโลกแ...
-
ในการเลือกใช้วัสดุสำหรับงานบางประเภท วิศวกรจำเป็นต้องทราบถึงคุณสมบัติความเหนียว (Toughness) ของวัสดุ เพื่อประเมินโอกาสการแตกหักเสียหาย และค...
-
ใบวัดมุม (Bevel Protractor) 7.1.1 ลักษณะส่วนประกอบของใบวัดมุม ลักษณะงานที่ใช้วัดด้วยใบวัดมุม การผลิตชิ้นงานให้ได้ขนาดตามแบบกำหนดบางครั้งจะ...













