วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เคล็ดไม่ลับ! ประจำบ้าน

เคล็ดไม่ลับ!  ประจำบ้าน

.



การรักษาเครื่องซักผ้า

เวลาที่ไม่ใช้เครื่องซักผ้า ให้เปิดฝาทิ้งไว้เสมอ จะช่วยรักษาแผ่นยางที่อยู่ตรงประตูเครื่องและช่วยให้เครื่องไม่มีกลิ่นด้วยคะ

ล้างห้องน้ำด้วยน้ำอัดลม (โค้ก, เปีปซี่, เอส)

การทำความสะอาดชักโครกให้ปราศจากคราบ และดูเหมือนใหม่เสมอ คือ ให้ชักโครกกินโค้กซะบ้าง  โดยการเทโค้กใส่ลงในชักโครก ปล่อยให้ชักโครกดื่มโค้กอย่างสบายใจ สักสองสามชั่วโมงคราบสกปรกจะหลุดออกหมด (admin ยังไม่เคยลอง เสียดายของคะ ...)

น้ำตาเทียนหยดใส่พื้น

ไม่ว่าจะเป็นพื้นพรม พื้นไม้ หรือโต๊ะ ตู้ ถ้ามีน้ำตาเทียนหยดใส่ อย่ามัวแต่นั่งแกะให้เสียเวลาให้เอากระดาษทิชชู่หนา ๆ วางบนคราบน้ำตาเทียนนั้น แล้วเอาเตารีดไฟปานกลางมารีด ๆ น้ำตาเทียนจะหลุดติดกับทิชชู่ ระวังอย่าให้ไฟแรงมากนะคะ เดี๋ยวจะไหม้ซะก่อน

ทำให้บ้านหอมสดชื่น

ไม่ต้องพึ่งสเปรย์หอมกันแล้ว ให้เอาส้มเช้งมาปักไว้ด้วย กานพลูหลาย ๆ ดอก วางทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ในบ้าน ใส่แก้วสวย ๆ ก็จะดูดี
ดูเหมือนของตกแต่ง ทีนี้กลิ่นในบ้านจะหอมหวนตลอดเวลา

ข้อควรระวัง : ต้องหมั่นเปลี่ยนส้มซักหน่อย อย่าทิ้งไว้จนเน่า ไม่งั้นคงได้กลิ่นตรงกันข้ามแน่ ๆ คะ (ต้องอาศัยความขยันเปลี่ยนหน่อยละ)

ไมโครเวฟหอมชื่นใจ

เอาชามใส่น้ำอุ่นบีบมะนาว วางไว้ตรงกลางไมโครเวฟ เปิดเครื่องร้อนสุดทิ้งไว้ 5 นาที ความร้อนจากน้ำจะทำให้คราบสกปรก
หลุดโดยง่าย และมะนาวจะช่วยให้กลิ่นหอมสดชื่น

ลอกสติ๊กเกอร์ออกง๊ายง่ายด้วยน้ำมันก๊าด

สติ๊กเกอร์ที่แปะตามตู้เย็น คอมพิวเตอร์ หรือตามผนังอะไรก็ตาม
เวลาเบื่อแล้วจะลอกทิ้งไปให้ใช้น้ำมันก๊าดชุบผ้าหมาด ๆ เช็ดถูตรงสติ๊กเกอร์แล้วปล่อยทิ้งไว้สักพัก สติ๊กเกอร์จะหลุดออกมาโดยง่ายคะ

กระจกใส ไม่เปลืองเงิน

น้ำยาเช็ดกระจก  นอกจากจะมีสารเคมีแล้วยังเสียเงินแพงอีกด้วย
ใช้วิธีนี้จะดีกว่าคะ  ให้เอาน้ำอุ่นใส่ถัง เอาหอมใหญ่มาปอกเปลือก
แล้วผ่าสี่ ใส่หัวหอมลงไปในถังผสมน้ำเช็คกระจก  แค่นี้แหละเช็ดกระจกได้ใสแจ่มแจ๋วเหมือนใหม่คะ

ทำความสะอาดเตาอบ

1. ตั้งเตาอบไว้ที่ความร้อน 200 องศาเซลเซียส ปล่อยไว้ 3 นาที แล้วจึงปิดเครื่อง ทำความสะอาดตามปกติ

2. เอาหม้อใส่น้ำเดือดตั้งไว้ที่พื้นเตาอบ

3. เอาชามทนไฟใบเล็ก ๆ ใส่แอมโมเนีย วางบนตะแกรงเตาอบเหนือหม้อน้ำเดือดที่ใส่ไว้

4. ปิดฝาเตาอบทิ้งไว้หลาย ๆ ชั่วโมง แล้วค่อยนำผ้ามาเช็ดทำความสะอาดเตาอบ คราบต่าง ๆ จะหลุดลอกออกมาโดยง่ายคะ

กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เย็น

1. เอากาแฟเย็นใส่ถ้วย วางไว้หนึ่งคืน กลิ่นจะหายไปดังปลิดทิ้ง

2. เอามันฝรั่งผ่าครึ่งใส่ชามเล็ก ๆ วางไว้ มันฝรั่งจะดูดกลิ่นไปหมด

3. เอาถุงชาที่ยังไม่ได้ชงใส่ไว้ ถุงชาจะซับกลิ่นเช่นเดียวกับมันฝรั่ง
จะวางถุงทิ้งไว้ตลอดก็ได้ซักสองอาทิตย์ก็เปลี่ยนครั้งนึง ตู้เย็นจะได้หอมตลอดกาล

กำจัดกลิ่นบนเขียง

หลังจากที่ใช้เขียงหั่นหอมกระเทียม เขียงมักจะเก็บกลิ่นฉุนไว้ติดแน่น ให้เอามะนาวผ่าซีกมาถูบนเขียงให้ทั่วแล้วล้างออก กลิ่นจะหายไปคะ

กำจัดขนสัตว์เลี้ยง หมา แมว กระต่ายในบ้าน

ขนสัตว์เลี้ยงที่ติดตามโซฟา เบาะ กำจัดได้โดยใส่ถุงมือยาง ชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเอาถุงมือนี่แหละไปถู ๆ ตามโซฟา ขนจะม้วนติดกันเป็นก้อน ๆ เก็บทิ้งได้ง่าย

เขตห้ามแมวเข้าใกล้ (เทคนิคการไล่แมวไม่ให้เข้ามาในพื้นที่)

เอาแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์อะลูมิเนียมที่ใช้ห่ออาหารมาวางไว้บนที่ที่ไม่อยากให้แมวมาใกล้ แมวเกลียดเจ้าแผ่นนี้มาก จะเป็นเพราะเสียงกรอบแกรบหรือแสงสะท้อนก็ไม่ทราบ

ไล่แมลงวันตอมอาหาร

แมลงวันชอบเข้ามาอยู่ในครัว ให้เอาแก้วใส่น้ำอุ่นครึ่งแก้ว ใส่น้ำส้มสายชูลงไปซัก 2-3 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำตาลนิดนึง  แล้วปิดฝาแก้วด้วยพลาสติก จิ้มรูไว้หลาย ๆ รู แมลงวันได้กลิ่นแล้วจะหนีไป ไม่มากวนใจ เทคนิคนี้ร้านขายอาหารควรนำไปใช้คะ ดีกว่าใช้กาวดักแมลงวัน ลูกค้าเห็นแล้วดูไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่

ไล่แมงมุม

แมงมุมชอบมาชักไยไว้ตามซอกมุมต่าง ๆ  วิธีไล่แมงมุมง่าย ๆ
ก็คือ วางชามใส่เกลือไว้ตรงซอกที่แมงมุมชอบชักไย
เกลือจะดูดความชื้นทำให้แมงมุมสร้างไยไม่สำเร็จ

กำจัดหอยทาก

ให้เอาชามอ่างเล็ก ๆ ใส่เบียร์วางทิ้งไว้ บริเวณที่มีหอยทาก
หอยจะพากันมากินเบียร์และเมาตายในที่สุด ถึงจะอ่านแล้วดูบาป ๆ แต่หอยทากคงจะตายอย่างมีความสุขนะคะ

.

ที่มา : เก็บตก
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 เคดิต :: เพจ 'ทางเดิน' ขอขอบคุณ สำหรับขอมูล บทความดีๆนะค่ะ.แอดมินชอบเพจนี่มากเลย มีบทความซึ้งๆ ลงตลอด เป้นอีก 1. คน ที่ติดตามเพจ คุณ อยุ่นะค่ะ สู้ๆ ค่ะ สัญญาว่าจะเข้าไปเปิดอ่าน ทุกวันเลย แอดมินเป้นกำลังใจให้ อีกคนนะค่ะ สำหรับใคร ที่ชอบ อ่านบทความสอนใจ เพื่อเอาไปใชัใน ชีวิต ประจำวัน. แอดมินแนะนำ เพจนี่เลยค่ะ ขอ อณุาญ แชร์ นะค่ะ   >> http://line.me/ti/p/%40vds1984e

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สูตรชาตะไคร้ใบเตยแก้โรคเก๊าต์




สูตรชาตะไคร้ใบเตยแก้โรคเก๊าต์

โรคเก๊าท์จัดเป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติในขบวนการเมตะบอลิสซั่มของกรดยูริกในร่างกาย เป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงกว่าปกติ เกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต (monosodium urate) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะข้อและไตเมื่อมีอาการแสดงเต็มที่ จะประกอบไปด้วย

อาการข้ออักเสบเฉียบพลัน

โรคข้ออักเสบเรื้อรังทำให้ไตทำงานบกพร่องการเกิดนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ (uric acid stone)และการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดในรายที่เรื้อรังการเกาะของเกลือ monosodium urate จะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ เนื่องจากมีการเกาะของ เกลือ uric บริเวณข้อ และเอ็นหากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อมและเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย

สูตรชาตะไคร้ใบเตยแก้โรคเก๊าต์
1. ตะไคร้สด 4-5 ต้น
2. ใบเตยสด 2-3 ใบ
3. น้ำสะอาด 2 ลิตร

วิธีทำ
: ต้มสมุนไพรจนเดือด พอเดือดลดไฟลง
: ต้มต่ออีก 15 นาที ห้ามเปิดฝาโดยเด็ดขาด
: ครบ 15 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น
: ดื่มแทนน้ำเปล่าติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะล้างกรดยูริคในเลือด สาเหตุของอาการปวดเข่าจากโรคเก๊าต์ได้ดีมากๆแบบไม่ต้องใช้ยา
สูตรนี้ได้รับการยืนยันจากคนไข้เองว่า ได้ผลดีเกินคาด!!ชาตะไคร้ใบเตยยังช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงธาตุไฟ ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ลดไขมันในเส้นเลือด รสเย็นสบาย บำรุงหัวใจ ให้กลิ่นหอม สดชื่น (ผลข้างเคียงคือ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงการดื่มก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมงครับ)

 เคดิต :: เพจ 'ทางเดิน' ขอขอบคุณ สำหรับขอมูล บทความดีๆนะค่ะ.แอดมินชอบเพจนี่มากเลย มีบทความซึ้งๆ ลงตลอด เป้นอีก 1. คน ที่ติดตามเพจ คุณ อยุ่นะค่ะ สู้ๆ ค่ะ สัญญาว่าจะเข้าไปเปิดอ่าน ทุกวันเลย แอดมินเป้นกำลังใจให้ อีกคนนะค่ะ สำหรับใคร ที่ชอบ อ่านบทความสอนใจ เพื่อเอาไปใชัใน ชีวิต ประจำวัน. แอดมินแนะนำ เพจนี่เลยค่ะ ขอ อณุาญ แชร์ นะค่ะ   >> http://line.me/ti/p/%40vds1984e

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กินเม็ดบัวป้องกันมะเร็งตับ


>> กินเม็ดบัวป้องกันมะเร็งตับ <<

เม็ดบัวเป็นแหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง ที่ธัญพืชพื้นบ้านชนิดนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวโลกคือ มีการวิจัยพบว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ

เม็ดบัวมีประโยชน์ทางยาสูงมาก

แพทย์แผนไทย แนะนำว่า ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า

สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย การกินเม็ดบัวจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้

เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง :

การเลือกกิน เม็ดบัวส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว(ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม)ออก และอบแห้งแล้ว

ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม

แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า

เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยดีกว่า โดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด

วิธีกินคือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ดจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง

ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น

ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ

ชนิดอบแห้ง :

1. ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน

2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว

3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น

ชนิดฝักสด :

เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี คราวนี้ถ้าเจอฝักบัวสดในตลาดอย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือมาคนละสองสามกำนะคะ ^^

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
: นิตยสารชีวจิต
: ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 วิธีการกรวดน้ำที่ถูกวิธี และ เกิดผลสูงสุด






10 วิธีการกรวดน้ำที่ถูกวิธี และ เกิดผลสูงสุด

1. การกรวดน้ำมี 2 วิธี คือ

กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือ ไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนมอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลไปให้

2. การอุทิศผลบุญมี 2 วิธี คือ      

อุทิศเจาะจง ได้แก่ การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ เช่น ชื่อพ่อ แม่ ลูก หรือใครก็ได้
อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวมๆกันไป เช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น ทางที่ถูกควรทำทั้งสองวิธี คือผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกันมาก เราก็ควรอุทิศเจาะจง ที่เหลือก็อุทิศรวมๆ

3. น้ำสำหรับกรวด

ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีและกลิ่น และเมื่อกรวดก็ควรรินลงในที่สะอาดและไปเทในที่สะอาด และที่สำคัญ อย่ารินลงกระโถนหรือที่สกปรก

4. น้ำเป็นสื่อ - ดินเป็นพยาน

การกรวดน้ำมิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยาน
ให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ

5. ควรกรวดน้ำตอนไหนดี ?

ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนาหรือหลังทำบุญเสร็จ แต่ถ้าไม่สะดวกจะทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

- ถ้ามีเปรตญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ย่อมได้รับในทันที

- การรอไปกรวดที่บ้านหรือกรวดภายหลัง บางครั้งก็อาจลืมไป ผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็ชวดไปด้วย

6. ควรรินน้ำตอนไหน ?

ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศ ในขณะที่พระผู้นำเริ่มสวดว่า ยะถาวาริวะหาปูรา...
และรินให้หมดเมื่อพระว่ามาถึง “…มะณิโชติระโส ยะถา...พอพระทั้งหมดรับพร้อมกันว่า
สัพพีติโย วิวัชชันตุ...เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง

7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จ จะทำอย่างไร ?

ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้นๆหรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น อิทัง โน ญาตีนังไหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขออุทิศส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ .... (ออกชื่อผู้ล่วงลับ) .... และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด

หรือจะใช้แต่ภาษาไทยอย่างเดียวก็ได้ว่า ขออุทิศส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนี้ จงสำเร็จแก่ พ่อ แม่ ญาติ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณเจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงได้รับส่วนบุญกุศลครั้งนี้โดยเร็วพลัน และโดยทั่วถึงกันเทอญส่วนบทยาวๆ เราควรเอาไว้กรวดส่วนตัว หรือกรวดในขณะทำวัตรสวดมนต์รวมกันก็ได้

ข้อสำคัญ ถ้าเป็นภาษาพระ ควรจะรู้คำแปลหรือความหมายด้วย ถ้าไม่รู้ความหมาย
ก็ควรใช้คำไทยอย่างเดียวดีกว่า เพราะป้องกันความโง่งมงายได้

8. อย่าทำน้ำสกปรกด้วยการเอานิ้วไปรอไว้

ควรรินให้ไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธี เกาะตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นทางเหมือนเล่นงูกินหาง ถ้าเป็นในงานพิธีต่างๆ ให้เจ้าภาพหรือประธาน รินน้ำกรวดเพียงคนเดียวหรือคู่เดียวก็พอ คนนอกนั้นก็พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้

9. การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ

ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ
และความเลื่อมใสให้มั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการอุทิศส่วนบุญย่อมมีอานิสงค์มาก
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็ยังคงเป็นของเราอยู่ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจะมาโกงหรือแย่งชิงไปได้เลย

10. บุญเป็นของกายสิทธิ์

ยิ่งให้ยิ่งมาก ยิ่งตระหนี่ยิ่งน้อย ยิ่งอุทิศให้คนอื่นหมดเลยเราก็ยิ่งจะได้บุญหมดเลยทำบุญ,กรวดน้ำ,สวดมนต์,อุทิศ,พระ,ตักบาตร,อนุโมทนา,บทสวด,พ่อแม่,ญาติ,ครูอาจารย์,ผู้มีพระคุณ,เจ้ากรรมนายเวร,สิ่งศักดิ์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://dharma.thaiware.com
 ขอบคุณรูปภาพจาก www.google.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บำบัดความเครียด... สมาธิบำบัด



บำบัดความเครียด... สมาธิบำบัด

เครียด เครียด เครียด .........

เครียด เครียด เครียด ชีวิตประจำวันของคนทำงานทำให้ดัชนีความเครียดของคนไทยพุ่งสูงปรี๊ด ความเครียดทำให้สุขภาพเราแย่ลง ทำให้เราป่วยง่ายขึ้น ที่สำคัญสำหรับสาวๆ เครียดมากๆทำให้หน้าแก่ก่อนวัยได้นะ เมื่อเรารู้สึกเครียดร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมน Adrenaline จากต่อมหมวกไต ถ้าเครียดมากก็หลั่ง Adrenaline มากขึ้นฮอร์โมนความเครียดก็จะไปยับยั้งการทำงานของอวัยวะสำคัญทั้งหมด เช่นหัวใจ ไต ตับ ปอด ทำให้อวัยวะสำคัญของเราเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็พร้อมใจกันหยุดทำงานเพราะฮอร์โมนความเครียดไปทำให้ภูมิต้านของร่างกายเราต่ำลง ต่ำลง เรียกว่าโรคเครียดนอกจากทำแก่ง่ายแล้วยังทำให้ถึงตายได้นะเนี่ย

....... - ผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำสมาธิ
การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด สมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่ง แต่มีสติ หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบทั้งหลาย เมื่อเราทำสมาธิจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะจะมี Hormoneชื่อ Endorphins หลั่งออกมาในขณะที่จิตใจสงบนิ่ง ฮอร์โมน Adrenaline จากต่อมหมวกไต ก็จะหยุดหลั่ง และในขณะนั้นเองเมื่อจิตสงบสมองส่วน Hypothalamus จะสั่งให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานของเราก็จะสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากถูกยับยั้งด้วยฮอร์โมนความ เครียด การทำสมาธินี้ดีมาก มาก สำหรับคนที่กำลังบำบัดมะเร็งเพราะ เมื่อภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้นการกำจัดcell มะเร็งก็จะเป็นไปตามที่ต้องการ

....... - ทำสมาธิแบบไหนดี?
การทำสมาธิที่สามารถบำบัดโรคที่เกิดจากความเครียด ความกังวล ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อโรคโดยตรง แต่สามารถรักษาใจที่เป็นทุกข์อันเกิดจากโรคได้ วิธีฝึกสมาธิบำบัดมีหลายวิธี ได้แก่ การนั่งภาวนา เดินจงกรม การแผ่เมตตา การอธิษฐานจิต การฝึกใช้พลังภายในร่างกาย การใช้พลังภายนอก การฝึกเพ่งลูกแก้ว และอย่างน้อยควรทำวันละ 2 ครั้ง ถ้าทำได้

....... - ท่าที่สบายที่สุด
จะนั่งขัดสมาธิหรือจะนอนหงายวางแขนไว้ข้างตัวก็ได้ ให้เป็นท่าที่เรารู้สึกสบายตัวที่สุด แล้วก็เลือกสถานที่ที่เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป อุณหภูมิในห้องสบาย ๆ
หลับตาลงจะได้ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก จิตจะได้สงบง่ายขึ้น แล้วเริ่มด้วยการกำหนดลมหายใจโดยสูดหายใจเข้าช้า ๆ ให้ท้องพอง หายใจออกช้า ๆให้ท้องแฟบ สัก 3 ครั้ง ให้สังเกตลมที่ผ่านเข้าออกทางจมูกว่ากระทบถูกอะไรบ้าง

จากนั้นให้หายใจให้สบาย กำหนดจิตของตนไปรับรู้ลมหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้รับรู้เฉย ๆ ถ้าจิตมันจะวอกแวกนึกนั่นนึกนี่ แว่บไปหาเพื่อนคนโน้นคนนี้ นึกห่วงงานที่นั่นที่นี่บ้างก็ดึงสมาธิกลับมาอยู่กับลมหายใจ แรก ๆ อาจทำยากมาก เหมือนเราหัดเดินตั้งไข่ครั้งแรก ล้มบ้าง ลุกบ้างแต่ถ้าพยายามเข้าในที่สุดเราก็จะเดินได้การทำสมาธิก็เช่นกัน ถ้าเราพยายามขยันดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะเชื่อง และเริ่มนิ่ง เมื่อเข้าถึงสมาธิก็จะได้ความรู้สึกปีติรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมา ก่อน เพราะ ฮอร์โมนEndorphins หลั่งออกมา และ ฮอร์โมนความเครียด Adrenaline ที่ต่อมหมวกไตก็จะหยุดหลั่งออกมา และเมื่อเข้าสมาธิได้แล้วก็ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่า 15 นาที

....... - เทคนิคการฝึกหายใจ
โดยปกติแล้วการหายใจด้วยอก ชีพจรจะเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย ต้องหายใจถี่ๆแต่ถ้าหายใจด้วยท้องชีพจรจะเต้นช้า ในทางวิทยาศาสตร์เราอธิบายได้ว่าเป็นการกระตุ้นกะบังลม ที่กะบังลมจะมีเส้นประสาทวากัส (Vagus) ซึ่งเส้นประสาทตัวนี้เป็นพาราซิมพาเทติก เป็นเส้นประสาทมีผลต่อการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของลำไส้ เส้นประสาทวากัส (Vagus) จะส่งคลื่นไปที่สมอง ทำให้หลอดเลือดขยาย ความดันเลือดลดลง ชีพจรเต้นช้า หายใจช้า ดังนั้นเราจึงต้องฝึกหายใจลงไปที่ท้องแทน
เทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อทุกระบบในร่างกายหดตัว เวลาเครียดเรามักจะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด กำหมัด กัดฟัน ทุกครั้งที่รู้สึกเครียด ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวเกิดอาการเจ็บปวด เช่น ปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดไหล่

....... - การฝึกคลายกล้ามเนื้อ
จะช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลง เพราะในขณะที่ฝึก จิตใจ ของเราจะจดจ่ออยู่กับการคลายกล้ามเนื้อ ความคิดฟุ้งซ่าน และความวิตกกังวลก็ลดลง ช่วยให้จิตใจจะมีสมาธิมากขึ้น

******* วิธีการฝึก เลือกนั่งในท่าที่สบาย เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ถอดรองเท้า หลับตา ทำใจให้ว่าง ตั้งใจจดจ่ออยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ 10 กลุ่ม โดยการปฏิบัติดังนี้คือ
....... 1. มือและแขนขวา โดยกำมือ เกร็งแขน แล้วคลาย
....... 2. มือและแขนซ้าย ทำเช่นเดียวกัน
....... 3. หน้าผาก เลิกคิ้วสูงแล้วคลาย ขมวดคิ้วแล้วคลาย
....... 4. ตา แก้ม จมูก ให้หลับตาแน่น ย่นจมูก แล้วคลาย
....... 5. ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก โดยกัดฟัน ใช้ลิ้นดันเพดานปากแล้วคลาย เม้มปากแน่นแล้วคลาย
....... 6. คอ โดยก้มหน้าให้คางจรดคอแล้วคลาย เงยหน้าจนสุดแล้วคลาย
....... 7. อก ไหล่ และหลัง โดยหายใจเข้าลึกๆกลั้นไว้ แล้วคลาย ยกไหล่สูงแล้วคลาย
....... 8. หน้าท้องและก้น โดยการแขม่วท้อง แล้วคลาย ขมิบก้นแล้วคลาย
....... 9. เท้าและขาขวา โดยเหยียดขา งอนิ้ว แล้วคลาย เหยียดขา กระดกปลายเท้าแล้วคลาย
....... 10. เท้าและขาซ้าย ทำเช่นเดียวกัน

ข้อแนะนำ
ระยะเวลาที่เกร็งกล้ามเนื้อ ให้น้อยกว่าระยะเวลาที่ผ่อนคลาย เช่น เกร็ง 3-5 วินาที ผ่อนคลาย 10-15 วินาที
ควรฝึกประมาณ 8-12 ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญ
เมื่อคุ้นเคยกับการผ่อนคลายแล้ว ให้ฝึกคลายกล้ามเนื้อได้เลยโดยไม่ต้องเกร็งก่อนหรืออาจเลือกคลายกล้ามเนื้อ เฉพาะส่วนที่มีปัญหาก็ได้ เช่น บริเวณใบหน้า คอ หลัง ไหล่ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องคลายกล้ามเนื้อทั้งตัวแต่ถ้ามีเวลาทำได้ทั้งหมดก็จะดีมากมาก สำหรับตัวคุณเอง

- ฝึกสมาธิประจำ แก้ได้หลายโรค
หากฝึกสมาธิเป็นประจำ จิตใจก็เบิกบาน สมองแจ่มใส จิตใจเข้มแข็ง อารมณ์เย็น พร้อมตลอดเวลาไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรมากระทบ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเอง เมื่อมีสมาธิที่เข้มแข็ง ปัจจุบันมีการวิจัยและค้นพบข้อดีของการทำสมาธิเช่น
....... ช่วยปรับสภาวะสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้อัตราการหายใจและชีพจรช้าลง
....... ทำให้คลื่นสมองสงบ กล้ามเนื้อผ่อนคลายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ระดับฮอร์โมนที่ถูกระตุ้นจากความเครียดลดลง
....... แก้ปัญหานอนไม่หลับได้ถึงร้อยละ 75 และ
....... ช่วยให้ผู้ที่ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ใช้ยาแก้ปวดลดลงจาก เดิมร้อยละ 34
....... ช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์ มีอาการทุกข์ทรมานลดน้อยลงกว่าการรักษาเฉพาะทางทางยา
....... ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน ความถี่หรือความรุนแรงของอาการจะลดลงร้อยละ 32
....... และยังพบอีกว่าในการรักษาผู้ป่วยโรค หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในศาสนาจะหายเร็ว กว่า ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย จะมีอัตราการตายมากกว่าผู้นับถือศาสนาถึง 3 เท่า

ในสหรัฐอเมริกา มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบผลตรงกันว่า ชาวพุทธที่นั่งสมาธิเป็นประจำ สมองในส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่ดี และ ความคิดด้านบวกจะทำงานกระฉับกระเฉงกว่า ช่วยผ่อนคลายความเครียด และทำให้สมองส่วนที่เป็นศูนย์กลางความทรงจำด้านร้ายสงบลง และการนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้อารมณ์แปรปรวน ตกใจ เกรี้ยวกราด หรือหวาดกลัวลดลงด้วย

แพทย์โรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ให้คนไข้โรคหัวใจฝึกสมาธิระหว่างบำบัดด้วยยาไปด้วยและได้ผลเป็นที่น่าพอ ใจ เพราะทำให้ความดันโลหิตและความเครียดลดลงอย่างมาก

ฉะนั้นถ้าอยากมีสุขภาพดี ไม่แก่ง่าย ตายเร็ว ก็ต้องเริ่มการฝึกทำสมาธิและต้องเริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย อย่าได้ผัดผ่อนเด็ดขาด
..................



วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 โมงครึ่ง คือเวลาที่ดีที่สุดของการดื่มกาแฟ



ผู้คนส่วนมากจะคิดว่าช่วงเวลาการดื่มกาแฟที่ดีที่สุดคือช่วงเช้าตรู่ หากแต่ที่จริงแล้วคาเฟอีนในกาแฟจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดถ้าบริโภคเวลา 10.30.

เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลจาก สตีเว่น มิลเลอร์ นักประสาทวิทยา ในรัฐแมรี่แลนด์ ระบุว่า การดื่มกาแฟจะได้ผลดีที่สุด เมื่อระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายต่ำ ในช่วง 09.30-11.30. ซึ่งคาเฟอีนในกาแฟจะเข้ากับฮอร์โมนดังกล่าวได้ดี ส่วนระดับของคอร์ติซอลจะสูงในช่วง 08.00-09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการตื่นนอน และจะค่อยๆลดลงใน 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น
ดังนั้น หากตื่นนอนในช่วง 9โมงเช้า ทิ้งระยะให้คอร์ติซอลลดระดับลงราว 1 ชั่วโมง ช่วงเวลาการดื่มกาแฟ นั่นคือเวลา 10โมงครึ่งพอดี

นอกจากนี้ระดับคอร์ติซอลจะสูงสุดในเวลาอาหารกลางวัน และเวลา 17.30-18.30 น. หมายความว่า ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่เหมาะที่จะดื่มกาแฟ ถ้าดื่มเข้าไปประสิทธิภาพของคาเฟอีนจะไม่ช่วยให้ตื่นตัวเท่าใดนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่แปลกที่ว่า บางทีเมื่อดื่มกาแฟตอนเช้าตรู่แล้ว จะรู้สึกว่าต้องการกาแฟอีก หรือต้องการเพิ่มความเข้มของกาแฟ ใครที่อยากได้รับพลังจากคาเฟอีนแบบเต็มประสิทธิภาพ ก็สามารถทำตามการศึกษานี้ได้เลยนะคะ

แหล่งข้อมูลจาก : เดลินิวส์ออนไลน์
เครดิตภาพจาก : women.thaiza
-----------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รัชกาลที่ 9 วันพระบิดาแห่งฝนหลวง 14 พฤศจิกายน / Admin SD (Tonan Asia Autotech)

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เนื่องจากเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำริโครงการฝนหลวงเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ซึ่งโครงการฝนหลวงนี้ มีประโยชน์ต่อราษฏรเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวิธีการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน ได้ในยามแล้งน้ำ นั้นเอง


ความเป็นมาโครงการฝนหลวง

โครงการฝนหลวง เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยาก ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้เพื่ออุปโภคและ บริโภค รวมไปถึงการใช้ในทางเกษตรกรรม เนื่องมาจากสภาวะแห้งแล้ง ซึ่งพบได้บ่อยในฤดูหนาวและ ฤดูร้อน ซึ่งความแห้งแล้งนี้เกิดจากการคลาดเคลือนของฤดูตามธรรมชาติ  เช่น ฤดูฝนล่าช้าหรือหมดไวกว่าปกติ

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงศึกษาสภาพอากาศ ลักษณะต่างๆ รวมไปถึงภูมิประเทศของไทย ที่อยู่ในภูมิภาคเขตร้อน ทำให้อยู่ในอิทธิพลของมรสุมทวีปเอเซีย โดยเฉพาะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฤดูฝน  และเป็นฤดูเพราะปลูกประจำปีของประเทศไทย พระองค์จึงดำริคิดว่าจะสามารถดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อให้เกิดฝนตกได้ นั้นเอง

ดังนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า วิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ จนมั่นประทัย ก่อนที่จะพระราชทานแนวคิดนี้ให้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล หาลู่ทางทำให้เกิดการทดลองต่อไปบนท้องฟ้า

จนกระทั่ง พ.ศ. 2512 พระทรวงเกษตรและสหกรณื ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว เพื่อสนับสนุนโครงการฝนหลวง อีกทั้งในปีเดียวกันนี้เอง ที่ได้มีการทดลองปฏิบัติจริงบนท้องฟ้าครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม พ.ศ. 1512 โดยเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรกในภารกิจโครงการฝนหลวง


โครงการฝนหลวง

วัตถุประโยชน์และประโยชน์ของโครงการฝนหลวง
โครงการฝนหลวง มีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาราษฏรที่ประสบปัญหากับภัยแล้ง ช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก  อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ทั้งด้านเศรษกิจและ สังคมของประเทศได้ เช่น

ด้านการเกษตร : เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการประกอบอาชีพเกษตรกร อันเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้ช พันธุ์ ต่างๆ ของประชาชนที่ทำอาชีพเพาะปลูก
ด้านแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ : เนื่องจากภาคอีสานมีแหล่งหินเกลือจำนวนมาก ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ เกิดอาการเป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มได้  ดังนั้น การทำฝนหลวงจึงมีความจำเป็นในการรักษาสมดุลของน้ำ และบรรเทาความทุกข์ยากของราษฏรในพื้นที่เหล่านั้นได้
ด้านการอุปโภค บริโภค : การทำโครงการฝนหลวงเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำไว้ใช้ดื่ม-กิน ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบถึงภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง


พระราชกรณียกิจโครงการฝนหลวง

จะเห็นได้ว่าโครงการฝนหลวงนั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยเหลือในด้านการเกษตรกรรม สังคม เศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตของผู้ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะฉะนั้นในวัน 14 พฤศจิกายน เราจะมารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง กันนะครับ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://scoop.mthai.com/specialdays/5412.html